
วิกฤตพลังงานโลกเร่งเปลี่ยนผ่าน หุ้นกู้สีเขียวรับกระแสลงทุนพลังงานสะอาด
โลกกำลังเข้าสู่ “สงครามพลังงาน” ครั้งใหม่! หลังวิกฤติตะวันออกกลางปะทุ เสี่ยงกระทบ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ขนน้ำมันโลก ขณะที่ประเทศไทยถูกมองว่าเปราะบางหนักจากการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ “พลังงานสะอาด” และ “Green Finance” คำตอบใหม่ของโลกยุคหลังฟอสซิล ที่ไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุน แต่วัดกันที่ “ความมั่นคงในอนาคต”
KEY
POINTS
- โลกกำลังเข้าสู่ “สงครามพลังงาน” ครั้งใหม่! หลังวิกฤติตะวันออกกลางปะทุ เสี่ยงกระทบ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ขนน้ำมันโลก
- ขณะที่ประเทศไทยถูกมองว่าเปราะบางหนักจากการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนครั้งใหญ่
- “พลังงานสะอาด” และ “Green Finance” คำตอบใหม่ของโลกยุคหลังฟอสซิล ที่ไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุน แต่วัดกันที่ “ความมั่นคงในอนาคต”
สถานการณ์ “พลังงานโลก” ในปี 2569 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ สะท้อนจากความตึงเครียดทาง “ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง” โดยเฉพาะชนวนความขัดแย้งระหว่าง “อิหร่าน-สหรัฐ-อิสราเอล” ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชนวนเหตุดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ “ความมั่นคงในระดับภูมิภาค” แต่ยังกลายเป็น “โดมิโน” ที่กระทบต่อเสถียรภาพทาง “เศรษฐกิจทั่วโลก” รวมถึง “ประเทศไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !
สอดคล้องกับรายงานของ “องค์การพลังงานระหว่างประเทศ” (IEA) ในปี 2568 ที่ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” พุ่งสูงถึงระดับ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และบานปลายถึงการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” จึงกลายเป็นจุดเปราะบางที่สุด สร้างแรงสั่นสะเทือน “ราคาน้ำมัน” พุ่งทะยาน และกำลังกลายเป็นแรง “กดดันเงินเฟ้อพุ่งขึ้น” ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก
สำหรับ ประเทศไทย “ธนาคารโลก” (World Bank) ได้วิเคราะห์ผ่านรายงาน EAP Update ว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น วิกฤติสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้... เป็นตัวเร่ง (Catalyst) ต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก
สอดรับกับ รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุชัดเจนว่า ความมั่นคงพลังงาน (Energy Security) ต้องมาพร้อมกับความยืดหยุ่น การกระจายแหล่งพลังงานคือหัวใจสำคัญ
และหนึ่งในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและมั่นคงด้านระบบพลังงาน ที่ถนนทุกเส้นกำลังพุ่งเป้าไป คงไม่พ้น “พลังงานสะอาด” ที่กำลังมีบทบาทสำคัญบนเวทีโลก เพราะช่วยรับมือความเสี่ยงในระยะสั้นและลดต้นทุนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ทั้งนี้ ความมั่นคงด้านพลังงานจำเป็นต้องมาพร้อมกับการกระจายแหล่งพลังงานและการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับความมั่นคงเพียงด้านเดียวอาจทำให้มิติอื่น เช่น ความเท่าเทียมและความยั่งยืน ถูกลดความสำคัญลงได้
โดย “ประเทศไทย” ปรับกระบวนทัพยกใหญ่ ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ไทยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่ง “เพิ่มกำลังผลิต” จาก “พลังงานหมุนเวียน” โดยภายในปี 2573 เพิ่มเป้าหมายสะสมอีกราว 17,000 เมกะวัตต์ (MW) และในปี 2580 ทะยานสู่เป้าหมาย 53,000 เมกะวัตต์ เพื่อยกระดับสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระดับระบบส่งและระบบจำหน่าย
ท่ามกลางโจทย์ความมั่นคงด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด "Green Finance" กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของภาคพลังงาน บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและทิศทางการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้ในการลงทุนใน “โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง” ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไทย และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานของโลก
รวมทั้ง ยังสอดคล้องกับแนวโน้ม การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และความต้องการของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อ “ศักยภาพ” ของบริษัท รวมถึงทิศทางธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต
“ดังนั้นความสำเร็จในการเสนอขายครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ CKPower ในฐานะผู้ออก Green Bond ที่เชื่อมโยงการระดมทุนเข้ากับการพัฒนาโครงการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้ในปี 2568 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่ม CKPower สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งให้ประเทศไทยได้กว่า 10 ล้านเมกะวัตต์ - ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็น 17% ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศและในปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
สุดท้าย ความสำเร็จของหุ้นกู้สีเขียวของ CKPower ท่ามกลางวิกฤติในตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นว่า “ความมั่นใจของนักลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาพลังงานในปัจจุบัน แต่ขึ้นอยู่กับความยั่งยืนของแหล่งพลังงานในอนาคต”







