posttoday

กล้าธรรมเขย่ารัฐบาลบาร์โค้ดชู58เสียงต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีสู้ภูมิใจไทย

22 มีนาคม 2569

อนาคตรัฐบาลบาร์โค้ดขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยและกล้าธรรม หากไม่สามารถตกลงส่วนแบ่งอำนาจได้ลงตัว อาจนำไปสู่สภาวะ "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ"

KEY

POINTS

  • อำนาจต่อรองที่สูงลิ่ว: พรรคกล้าธรรมกวาด 58 ที่นั่งเกินเป้าหมาย ทำให้ร้อยเอกธรรมนัสมีอำนาจต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีสูงจนสร้างความกังวลให้พรรคภูมิใจไทย
  • ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์: พื้นที่ทับซ้อน 45 เขตและการกุมความลับทางการเมือง ทำให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างพรรคกล้าธรรมและภูมิใจไทยในระดับรุนแรง
  • ความจำเป็นต่อเสถียรภาพ: การมีเสียงพรรคกล้าธรรมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันรัฐบาลล่มหากพรรคเพื่อไทยถอนตัว ซึ่งจะทำให้เสียงในสภาเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ชัยชนะที่เกินคาดกับอำนาจต่อรองที่พุ่งสูงลิ่ว

สถานการณ์ทางการเมืองไทยก้าวสู่จุดวัดใจเมื่อ "พรรคกล้าธรรม" ภายใต้การนำของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมการจัดตั้งรัฐบาล แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะมีเสียงรวมกันถึง 296 เสียง แต่การกวาดที่นั่ง สส. ได้ถึง 58 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดไว้เพียง 35 ที่นั่ง ทำให้พรรคกล้าธรรมมีอำนาจต่อรองในระดับที่พรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยไม่อาจมองข้ามได้ ชัยชนะที่กระจายตัวในพื้นที่ "บ้านใหญ่" ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย และสุพรรณบุรี กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้ในการเรียกหาโควตารัฐมนตรี

ความสำเร็จนี้สร้างแรงเสียดทานอย่างหนัก โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยที่เริ่มหวั่นเกรงต่อการจัดสรรตำแหน่ง แหล่งข่าวระดับสูงระบุว่า "หากพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล ต้องได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้น" ซึ่งเป็นคำขาดที่ร้อยเอกธรรมนัสส่งสัญญาณชัดเจนว่าหากข้อเสนอไม่บรรลุผล พรรคก็พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านทันที เดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนเสียง แต่คือการจัดสรรผลประโยชน์ในคณะรัฐมนตรีที่ต้องลงตัวทันทีหลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 

ศึกสายเลือดสีน้ำเงินและรอยร้าวในพื้นที่ยุทธศาสตร์

ปมขัดแย้งที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องตำแหน่งคือ "สงครามตัวแทน" ในระดับพื้นที่ ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม เนื่องจากทั้งสองพรรคมีฐานเสียงและโมเดลการทำงานที่ทับซ้อนกัน ข้อมูลระบุว่ามีถึง 45 เขตเลือกตั้งที่พรรคกล้าธรรมพ่ายแพ้ให้กับภูมิใจไทยในลักษณะ "จ่อคอหอย" หรือคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ความหวาดระแวงว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้ามา "ตัดตอน" หรือล้มแชมป์เก่าในอนาคตกลายเป็นกำแพงสูงที่ทำให้การเจรจาร่วมรัฐบาลยังคงติดหล่ม

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์การเข้าถึง"ทรัพยากรทางการเมือง"ที่คล้ายคลึงกันยังสร้างรอยร้าวระหว่างแกนนำทั้งสองฝ่าย นักวิเคราะห์มองว่าพรรคกล้าธรรมมี "เงาปริศนา" หรือผู้บงการที่ทรงพลังคอยวางแผนอยู่เบื้องหลัง ประกอบกับตัวร้อยเอกธรรมนัสเองที่ถูกมองว่ากุมความลับสำคัญของพรรคภูมิใจไทยไว้ไม่น้อย ทำให้การสลัดพรรคกล้าธรรมออกจากวงจรการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปสำหรับพรรคแกนนำในสถานการณ์ที่ความเชื่อมั่นสั่นคลอนเช่นนี้

เสถียรภาพรัฐบาลบนเส้นขนานของความจำเป็น

ในมุมมองของความมั่นคงของรัฐบาลบาร์โค้ด การมีพรรคกล้าธรรม 58 เสียง ถือเป็น "หลักประกัน" ที่จำเป็น หากรัฐบาลเลือกที่จะทิ้งพรรคกล้าธรรมเพื่อลดแรงกดดันจากการต่อรอง จะเกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทันที โดยเฉพาะหากพรรคเพื่อไทยที่มี 74 เสียง ตัดสินใจถอนตัวในอนาคต รัฐบาลจะเหลือเพียง 222 เสียง ซึ่งไม่กึ่งหนึ่งของสภาและจะนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด ดังนั้นการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมจึงเป็นทางออกที่เจ็บปวดแต่จำเป็นเพื่อประคองรัฐบาลให้รอดพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของร้อยเอกธรรมนัสยังคงเป็นชนักติดหลังที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตี แต่เจ้าตัวยืนยันความพร้อมในการชี้แจง พร้อมส่งคำเตือนทิ้งท้ายว่า "ใครที่ตั้งผม... ถ้าคุณคิดว่าผมผิด คุณก็โดนด้วย" คำกล่าวนี้สะท้อนถึงอำนาจที่มองไม่เห็นและการผูกโยงโชคชะตาทางการเมืองเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก บทสรุปของพรรคกล้าธรรมในขณะนี้จึงอยู่ในภาวะ "จะทิ้งก็ไม่ได้ จะรับก็ระแวง" โดยมีเสถียรภาพของรัฐบาลบาร์โค้ดเป็นเดิมพันสูงสุด

อนาคตของรัฐบาลบาร์โค้ดขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม หากไม่สามารถตกลงส่วนแบ่งอำนาจได้ลงตัว อาจนำไปสู่สภาวะ "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ" หรือการเปลี่ยนขั้วการเมืองหลังเดือนพฤษภาคม ผลกระทบที่ตามมาจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการผลักดันนโยบายสำคัญ แนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการประนีประนอมโควตารัฐมนตรีในกระทรวงเกรดรองเพื่อแลกกับการรักษาฐานเสียงรวมให้พ้นขีดอันตราย

ข่าวล่าสุด

Meta เปิดตัว MTIA ชิป AI รุ่นใหม่ 4 ตัวรวด เตรียมใช้งานภายใน 2 ปี