ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง คลี่ปมท้าทายอำนาจป.ป.ช.คดีอัลฟ่า6
ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคดีท้าทายอำนาจ ป.ป.ช. ปมบังคับลงโทษวินัยร้ายแรงโดยไม่สอบเพิ่ม สั่งเรียกเอกสาร–ความเห็นหน่วยงานใน 15 วัน เดินหน้าวินิจฉัยตามมาตรา 212
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเพื่อวินิจฉัยว่ากฎหมาย ป.ป.ช. บางมาตราที่เกี่ยวกับอำนาจในการชี้มูลความผิดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
- ประเด็นสำคัญคือการโต้แย้งอำนาจของ ป.ป.ช. ที่บังคับให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัยร้ายแรงตามมติชี้มูล โดยไม่ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
- คำร้องดังกล่าวมีต้นเรื่องมาจากคดีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด "อัลฟ่า 6" ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับพิจารณาคดีตามคำร้องที่ศาลปกครองกลางส่งความเห็นของผู้ฟ้องคดี ขอให้วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสาม และมาตรา 192 วรรคสอง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 มาตรา 63 และมาตรา 234 วรรคสอง หรือไม่
ผู้ฟ้องคือ นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ซึ่งยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212
ศาลมีคำสั่งให้นำพยานหลักฐานในคดีตามคำวินิจฉัยที่ 8/2568 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง มาใช้ประกอบการพิจารณา พร้อมกำหนดให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและส่งเอกสารหลักฐานภายใน 15 วัน
ปมกฎหมาย ป.ป.ช. กับอำนาจลงโทษวินัย
สาระสำคัญของคดีอยู่ที่บทบัญญัติของกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษทางวินัยร้ายแรงตามมติชี้มูล โดยใช้สำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช. และไม่ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ประเด็นโต้แย้งจึงพุ่งไปที่หลักความได้สัดส่วนตามมาตรา 26 และหลักนิติรัฐตามรัฐธรรมนูญ ว่าการบังคับลงโทษโดยไม่มีขั้นตอนสอบสวนซ้ำในฝ่ายต้นสังกัด กระทบสิทธิข้าราชการหรือไม่
คดี “อัลฟ่า 6” จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง
คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด “อัลฟ่า 6” เมื่อปี 2551 ขณะนายขจรศักดิ์ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดยะลา และเป็นประธานกรรมการจัดซื้อ
ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรงในปี 2564 หลังการไต่สวนยาวนานกว่า 10 ปี
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านั้นศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า บริษัทผู้ขายได้ฉ้อโกงจังหวัดยะลา และให้คืนเงินแก่รัฐ
เมื่อ 4 ตุลาคม 2566 นายขจรศักดิ์ยื่นหนังสือลาออก เพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดี โดยระบุว่าการบังคับลงโทษตามมติ ป.ป.ช. อาจทำให้ไม่สามารถกลับเข้ารับราชการได้ แม้ภายหลังศาลปกครองจะวินิจฉัยเป็นคุณก็ตาม
ขณะเดียวกัน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ระบุว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองได้.
ที่มาประกอบเนื้อหาข่าว : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (คลิก)


