ผอมผ่ากระเพาะ! เมื่อการรักษาโรคอ้วนถูกบิดเบือนเป็น "ทางลัดความงาม"
KEY
POINTS
- การผ่าตัดกระเพาะเป็นวิธีการรักษา "โรคอ้วน" ในระดับอันตราย ไม่ใช่ทางลัดเพื่อความสวยงาม
- ผู้ที่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ต้องมีเกณฑ์ทางการแพทย์ที่ชัดเจน เช่น มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงมาก หรือมีโรคร่วมร้ายแรง ไม่ใช่ทุกคนที่อยากผอมจะทำได้
- การผ่าตัดมีความเสี่ยงสูงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างถาวร จึงต้องคำนึงถึงประโยชน์ทางการรักษาที่ต้องมากกว่าความเสี่ยง ไม่ใช่ทำเพื่อความงามเพียงอย่างเดียว
ในยุคที่ "ความผอม" แบบผอมไซส์ XS หรือ S กำลังเป็นที่นิยม สิ่งหนึ่งคือหลายคนกำลังพาตัวเองก้าวเข้าสู่ความอันตราย หลายคนกระโจนเข้าสู่วงจร “การผ่าตัดกระเพาะ” ซึ่งแท้จริงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยชีวิตคนอ้วนระดับวิกฤตเท่านั้น!
ตามเกณฑ์ของสมาคมผ่าตัดโรคอ้วนและเมตาโบลิกแห่งประเทศไทย (Thailand Society for Metabolic & Bariatric Surgery หรือ TSMBS) ผู้ที่สามารถผ่าตัดกระเพาะ ได้แก่
- ผู้ที่มี BMI ≥ 37.5 kg/m2 ( ถ้าสูง 160 ซม. น้ำหนักจะประมาณ 96 กิโลกรัมขึ้นไป)
- ผู้ที่มี BMI ≥ 32.5 kg/m2 และมีโรคร่วม ( ถ้าสูง 160 ซม. น้ำหนักจะประมาณ 83 กิโลกรัมขึ้นไป)
- ผู้ที่มี BMI ≥ 30 kg/m2 และมีโรคร่วมทางเมตาโบลิก หรือเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการรักษาทางยา (ถ้าสูง 160 ซม. น้ำหนักจะประมาณ 77 กิโลกรัมขึ้นไป)
แต่หลายคนคงเคยสงสัยว่า แล้วคนอยากผอมที่เกณฑ์น้ำหนักไม่ถึง สามารถผ่ากระเพาะได้หรือไม่?
ทางลัดความผอมที่ถูกบิดเบือน
การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะมีขึ้นเพื่อรักษา “โรคอ้วนในระดับอันตราย"
นายแพทย์เสฐียรพงษ์ จันทวิบูลย์ แห่งคลินิกโรคอ้วนครบวงจร หน่วยศัลยศาสตร์ผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การผ่าตัดกระเพาะเป็น “การรักษาโรค” ก็คือว่า หากไม่ผ่าตัด ผู้ป่วยโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย อย่างเช่น เบาหวาน ความดัน หลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงมะเร็งบางชนิด ซึ่งตามผลวิจัยมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าคนที่มีน้ำหนักเกณฑ์ปกติ 7 ปี!
นั่นคือที่มาว่า ทำไมคนอ้วนมาก เหล่านี้ จึงต้องรับการ “รักษา” ไม่ใช่ผ่าเพราะ “อยากสวยขึ้นหรือหล่อขึ้น”
ซึ่งประสิทธิภาพของการผ่าตัดกระเพาะได้ผลดีคือสามารถลดน้ำหนักได้ราว 30% แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน เพราะการผ่าตัดล้วนมีความเสี่ยงสูง มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนความหิวความอิ่ม
ประเมินแล้วคือ "จะผ่าตัดต้องได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงจากการผ่าตัด"
หากคิดแค่อยากลดน้ำหนักเล็กน้อย ความเสี่ยงจากการผ่าตัดน่าจะไม่คุ้ม เพราะสามารถลดน้ำหนักวิธีอื่นก่อนมาถึงวิธีผ่าตัด เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ฉีดยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เป็นต้น
เสี่ยงอย่างไร?
นายแพทย์เสฐียรพงษ์ ฝากเตือนกรายๆ ว่า ตามปกติในโรงพยาบาลและคลินิกที่มีมาตรฐานการรักษา จะทำตาม BMI คือมีค่า BMI เป็นเกณฑ์ในการรักษา
สองคือ มีทีมสหสาขาวิชาชีพ ในการดูแลผู้ป่วย เพราะการผ่าตัดกระเพาะนั้นเกี่ยวข้องกับหลายอย่าง เช่น ต้องมีการประเมินสุขภาพจิต ต้องมีการแนะนำเรื่องโภชนาการ และต้องมีการติดตามผลหลังจากการผ่าตัดตลอด อีกทั้งยังต้องมีการฉีดวิตามินเสริมในบางประเภทการผ่าตัดไม่ให้ขาด
และสามคือ แพทย์ที่ทำการรักษา จะต้องมีความเชี่ยวชาญการผ่าตัด อย่างน้อยก็ต้องจบศัลยศาสตร์ ไม่ใช่หมอทั่วไปจะสามารถผ่าตัดได้ ซึ่งสามารถนำชื่อไปค้นหาความเชี่ยวชาญได้ในเว็บไซต์ของแพทยสภา
…
เพราะฉะนั้น 3 เกณฑ์นี้จึงเป็นส่วนสำคัญมากๆ เป็นการสกรีนเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะตัดสินใจผ่าตัด เพราะการผ่าตัด ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือมีคนทำมาเยอะมากมายแค่ไหน
นายแพทย์เสฐียรพงษ์ ได้ย้ำว่า
“ การผ่าตัดกระเพาะอาจจะไม่ได้ทำแล้ว(ชีวิต)ดีมากเว่อร์วังอะไร แต่ดีกว่าปล่อยให้โรคอ้วนพ่วงโรคอย่างอื่นตามมาด้วย”
หมายความว่า “มายเซ็ท” แรกของการผ่าตัดกระเพาะ ต้องไม่ใช่ความสวยงาม
เพราะชีวิตไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมหลังจากการผ่าตัดแน่นอน! เช่น การกินต้องเปลี่ยน การใช้ชีวิตต้องเปลี่ยน
แต่มายเซ็ทของคนที่ตัดสินใจผ่าตัดต้องนึกถึงประเด็น “สุขภาพ” ที่ดีขึ้นเป็นอันดับแรก!
กลับไปที่คำถามที่ว่า อยากผอมที่เกณฑ์น้ำหนักไม่ถึง สามารถผ่ากระเพาะได้หรือไม่? ก็ต้องบอกว่าตามมาตรฐานนั้นไม่ได้! และไม่ควรทำเพราะมีวิธีการลดน้ำหนักอีกมากที่ได้ผลอย่างที่บอกไป
เพราะการผ่าตัดกระเพาะ ไม่ใช่ ทางลัดเพื่อความงาม อย่างที่หลายคนหวัง
แต่คือ "วิธีการรักษาโรค" ที่มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด


