posttoday
ธรรมาธิปไตย

ธรรมาธิปไตย

12 กุมภาพันธ์ 2553

...จำลอง บุญสอง

“สถานการณ์ของชาติในวันนี้ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ปฏิวัติแล้วอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของการที่ประชาชนไม่ยอมรับการปกครองของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน สะท้อนออกมาในรูปของการปกครองไม่ได้ของรัฐบาล ดังที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้”

ผมอ่านปาฐกถาของ พล.อเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เรื่องการพัฒนาผู้นำเพื่อสร้างสังคมธรรมาธิปไตยแล้ว ผมก็แปลกใจว่าท่านได้ความเป็น “รัฐบุรุษ” มาได้อย่างไร เพราะสิ่งที่ท่านพูดกับสิ่งที่ท่านปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นไม่สามารถนำมาซึ่งสังคมธรรมาธิปไตยได้เลย เพราะท่านเองอยู่ในขบวนเผด็จการชนชั้นสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างประชาธิปไตยเพื่อการนำไปสู่สังคมธรรมาธิปไตยอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับขบวนการเผด็จการชนชั้นกลาง (แดง) คู่ต่อสู้ของเผด็จการชนชั้นสูงในเวลานี้

ท่านว่า “ธรรมาธิปไตย” คือการ “ถือธรรมเป็นใหญ่” “ถือความถูกต้องเป็นหลัก” นั้นผมไม่เถียง การถือธรรมเป็นใหญ่นั้นย่อมนำมาซึ่งสังคมที่ดีเสมอ

คำว่าธรรมนั้นคือธรรมชาติคือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ทุกคนต้องขึ้นต่อมันอย่างไม่มีเงื่อนไข บางทีก็เรียกว่าเต๋า มันไม่มีชื่อ ไม่มีเวลา คนจะเข้าถึงมัน ก็ด้วยคนนั้นๆ เองไม่มีใครตรัสรู้ให้ใครได้ ใครฝืนกฎธรรมชาติหรือปฏิเสธมัน ย่อมถูกมันทำลายเสมอไป

สังคมก็อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติอันนี้ ในยุคที่โลกเปลี่ยนยุคจากยุคการผลิตแบบ Sufficency Economy มาเป็น Capitalist หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วนั้น หลัก “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” คือธรรม หาใช่อำนาจอธิปไตยเป็นของชนชั้นสูงหรือชนชั้นนายทุนแต่ฝ่ายเดียวอย่างที่ดำรงอยู่ในชาติเราในขณะนี้ไม่ และเมื่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนคือธรรม การปกครองโดยคนส่วนน้อย ย่อมเป็น “อธรรม” อย่างเป็นไปเองโดยหลัก ไม่ว่าผู้ปกครองคนนั้นจะมีธรรมของปัจเจกสูงส่งเพียงใด การพูดถึงคุณธรรมของบุคคลจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาชาติในยุคทุนนิยมไม่ได้ การพูดถึงคุณธรรมของ “หลักการ” เท่านั้นจึงแก้ไขปัญหาชาติได้

พูดง่ายๆ ก็คือการปกครองโดยธรรมในยุคทุนนิยมคือการปกครองที่ฝากเอาไว้กับหลักการ ไม่ได้ฝากเอาไว้กับบุคคล (ดี) การพูดถึงคนดีโดยไม่เข้าใจในเรื่องหลักการดีจึง “ผิดฝาผิดตัว”

ในสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง ซึ่งมีสภาพคล้ายๆ กับสถานการณ์ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกนั้น ประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่การนำมวลชนของทั้งเหลืองและแดงล้วนเป็นปฏิกิริยา คืออยู่กับฝ่ายที่ต้องการดำรงสภาพการปกครองแบบเก่าๆ เพื่อการทำนาบนหลังคนเอาไว้ด้วยกันทั้งคู่ประเทศชาติจึงก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ได้

ยิ่งคนเหล่านั้นไม่เข้าใจในหลักวิชา ไม่เข้าใจในกฎธรรมชาติของยุค (ทุนนิยม) พวกเขาหรือเทวดาหน้าไหนก็สร้างประชาธิปไตยไม่ได้ การจะสร้างประชาธิปไตยได้ก็ต่อเมื่อมีคนเข้าใจในการสร้างจำนวนมากแล้วเท่านั้น

สถานการณ์ของชาติในวันนี้ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ปฏิวัติแล้วอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของการที่ “ประชาชนไม่ยอมรับการปกครอง” ของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน สะท้อนออกมาในรูปของ “การปกครองไม่ได้” ของรัฐบาล ดังที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้ และการชุมนุมของแดงแท้และแดงที่ไม่พอใจการปกครองที่มีชีวิตชีวามากขึ้น

การ “หมดสภาพ” ของฝ่ายรัฐบาลอันเกิดจากสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูงเป็นหลักนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า “แดง” ซึ่งมีมวลชนที่ “ไม่ยอมรับการปกครอง” มาเกาะอยู่อย่างมากมายนั้นจะสามารถเอาชนะฝ่ายเหลืองลงไปได้ ที่ไม่ได้ก็เพราะแนวทางของแดงยังเป็นแนวทางปฏิกิริยา ไม่ได้เป็นแนวทางปฏิวัติ (ดูได้จากข้อเรียกร้องคือเรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ไม่ได้เรียกร้องอำนาจอธิปไตยปวงชนหรือให้ประชาชนเข้าไปถืออำนาจอธิปไตยเอง) และไม่ได้เป็นไปอย่างที่ คุณปิยะวรรณ อุดมศิลป์ เขียนลงในหนังสือพิมพ์ “เรดนิวส์” แต่อย่างใด

ถ้าฝ่ายแดงอยากจะชนะ ฝ่ายแดงก็ต้องเรียกร้องอำนาจอธิปไตยปวงชน ไม่ใช่เรียกร้องให้คืนอำนาจประชาชนแบบยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ เพราะประชาชนเดี๋ยวนี้เขารู้เสียแล้วว่าขืนทำดังว่า บรรดานักการเมืองพรรคการเมืองทั้งสายสีเหลืองและสายสีแดงหน้าเก่าๆ ก็ย่อมคืนกลับสู่สภาเหมือนเดิม ประชาชนถูกทำดับเบิลสแตนดาร์ดเหมือนเดิม

ป.ล. ใครที่กระดี๊กระด๊าว่า พล.อ.เปรมพูดถึงธรรมาธิปไตยว่าเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการสร้างประชาธิปไตยนั้น ขอให้ทราบด้วยว่าการที่ใครคนใดคนหนึ่งเอาหนังราชสีห์มาห่อตัวเอาไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะเป็นราชสีห์ได้ เพราะถ้าทำได้อย่างนั้น เราจะมีราชสีห์เต็มบ้านเต็มเมือง ใครพูดถึงนิพพานบ่อยๆ ก็ย่อมก้าวเข้าสู่นิพพานได้อย่างนั้นหรือ ฝันกลางวันหรือเปล่า

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร