
ปรองดอง
ผมว่าคงมีคนจำนวนเรือนล้าน
ผมว่าคงมีคนจำนวนเรือนล้าน
โดย..วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
รู้สึกว่าความตึงเครียดและหวาดพะวงต่อความรุนแรงทางการเมืองได้ผ่อนคลายลงไม่น้อยหลัง 2 ทุ่ม คืนวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ด้วยมีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันแทบจะรายนาทีเลยทีเดียว!
ประการหนึ่ง คือ ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ชี้ให้เห็นว่า มีการตัดสินใจที่ชัดเจนพอควรจากหีบบัตรเลือกตั้ง ว่าประชาชนต้องการเห็นพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งมีคะแนนที่เด็ดขาดพอจะเป็นเสียงข้างมากในสภา ซึ่งย่อมทำให้เสถียรภาพทางการเมืองไม่ถูกสั่นคลอน ด้วยการแปรเปลี่ยนใจของพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาลได้ง่ายๆ
ประการหนึ่ง คือ การประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแสดงความยินดีต่อพรรคการเมืองคู่แข่งที่มีชัยในการเลือกตั้ง แล้วนำไปสู่การตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์วันถัดมา
แสดงให้เห็นว่า มวยจบไฟต์แล้วไม่ใช่แค่จบยก ต้องรอให้ค่ายมวยปั้นนักมวยที่จะมาท้าชิงใหม่ในไฟต์หน้า แปลว่า บนสังเวียนนี้จะไม่มีมวยใหญ่ไปสักระยะหนึ่ง ประการหนึ่ง คือ การที่คุณยิ่งลักษณ์แถลงย้ำนโยบายและท่าทีปรองดอง โดยจะขอให้ คอป. หรือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้ตั้งเอาไว้เป็นคณะหลักที่จะนำพาบ้านเมืองสู่ความปรองดอง ไม่ใช่การตั้งคณะบุคคลใหม่มาทำภารกิจนี้ ซึ่งย่อมท้าทายต่อการได้รับการยอมรับจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะจากพรรคประชาธิปัตย์
ประการหนึ่ง คือ การที่คุณยิ่งลักษณ์มีท่าทีที่สงบต่อชัยชนะที่ได้รับ และให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องต่างๆ ที่เป็นประเด็นห่วงใยของผู้สื่อข่าวอย่างระมัดระวัง ซึ่งก็ยังคงท่าทีทำนองเดียวกัน ข้ามสัปดาห์มาจนถึงวันนี้ได้ แม้แรงกดดันจะก่อตัวขึ้นจากมุมต่างๆ มากขึ้น (ซึ่งเป็นธรรมชาติของการมีผู้นำใหม่ทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้แรงกดดันดูจะไม่เร่งให้ว่าที่ผู้นำใหม่ต้องรีบตัดสินใจอะไร แค่ขอให้ทิศทางไม่หลุดพูดง่ายๆ ก็คือ ฝ่ายต่างๆ ค่อนข้างจะผ่อนปรนต่อการตอบคำถามของคุณยิ่งลักษณ์มากกว่าบรรดาอดีตผู้นำของพรรคการเมืองนี้อย่างน่าสนใจ)
ประการหนึ่ง คือ การที่ คอป.ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นผู้แสดงออกต่อสังคมอย่างน่าเชื่อถือในความเป็นอิสระมาต่อเนื่องยาวนาน พอที่จะเป็นเครดิตว่าไม่บุ่มบ่าม ไม่บ้าการเป็นข่าว ไม่โวยวาย และไม่มีกิจกรรมทำตัวสิ้นเปลืองงบประมาณให้ชาวบ้านด่าเล่น ดังนั้นเมื่อคุณยิ่งลักษณ์และพรรคการเมืองที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลมอบความไว้วางใจให้แล้ว ประชาชนและสื่อมวลชนไม่ค่อยมีความหวาดระแวงอะไรนัก ซึ่งคำว่า “ความไว้เนื้อเชื่อใจโดยไม่ต้องคอยระแวงนี้” หายไปจากสังคมการเมืองไทยไปพักหนึ่งแล้ว
ผมจึงเห็นว่าควรจะได้เขียนถึงเหตุการณ์นี้สักครั้ง และรู้สึกดีใจที่เกือบจะเรียกได้ว่า จู่ๆ หน้าต่างแห่งโอกาส (Window of Opportunities) ก็เปิดโปร่งขึ้น
ทั้งยังหวังว่า หน้าต่างนี้จะเปิดได้กว้างขึ้นเรื่อยๆ และนานพอที่จะขนย้ายเอาความหนักใจและความซับซ้อนของประเด็นความขัดแย้งที่เคยนำบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรงออกไปไว้ในพื้นที่ที่จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ
ขอคารวะผู้เกี่ยวข้องทุกคนทั้งที่เอ่ยชื่อได้และที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ในฐานะทีมงาน ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้... แม้จะยังเป็นเพียงห้วงเวลาสั้นๆ
บรรยากาศที่ทำให้เรารู้ว่า “หยุด...โดยไม่ต้องถอย” ก็มีขึ้นได้
ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้ก้าวถึงบรรยากาศ “ถอย...โดยไม่ต้องหยุด”
โอกาสมาถึงแล้ว... โอกาสที่จะก้าวข้ามความรุนแรงอย่างมีสติ และได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีตผ่านการเข้าใจความจริง (จากคนกลาง) กำลังเริ่มขึ้นแล้ว
ขอให้ใครก็ตามที่จะพูดก็พูดแต่ความจริง ด้วยอารมณ์ปรองดอง
ขอให้ใครก็ตามที่จะต้องทำไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา รัฐบาล ศาล อัยการ องค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ทำอย่างสุจริต ด้วยอารมณ์ปรองดอง
ขอให้ผู้ชมผู้เชียร์ก็เฝ้าดูเฝ้าเชียร์ มิใช่เพื่อให้สะใจ แต่เฝ้าเป็นกำลังใจให้แก่บรรยากาศปรองดอง...
เพราะปรองดองไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์แห่งสันติวิธี
แต่เป็นศิลปะและสำนึกของการอยู่ร่วม...ด้วยการช่วยกัน







