
เจอรัฐบาลไม่มีคุณธรรมก็ซวยไป
ถ้อยความของนายตำรวจใหญ่รายนี้ที่เห็นทีต้องขีดเส้นใต้กับประโยคที่ว่าเมื่อเราเลือกทำหน้าที่เป็นคนกลาง วิธีที่ดีที่สุดคือต้องเป็นกลาง ตำรวจทุกนายรวมถึง ผบ.ตร. หากเอียงไปเอียงมาก็ไม่ดี ต้องอยู่ตรงกลางให้ได้
ถ้อยความของนายตำรวจใหญ่รายนี้ที่เห็นทีต้องขีดเส้นใต้กับประโยคที่ว่าเมื่อเราเลือกทำหน้าที่เป็นคนกลาง วิธีที่ดีที่สุดคือต้องเป็นกลาง ตำรวจทุกนายรวมถึง ผบ.ตร. หากเอียงไปเอียงมาก็ไม่ดี ต้องอยู่ตรงกลางให้ได้
โดย.........ทีมข่าวการเมือง
สนามเลือกตั้งขีดวงให้ทุกพรรคการเมืองแข่งขันภายใต้ กฎ กติกา แต่เมื่อการแย่งชิงอำนาจครั้งนี้มีเดิมพันสูง แต่ละฝ่ายจึงงัดกลอุบายถึงขั้นเล่นกันนอกเกม สถานการณ์เช่นนี้ ตำรวจต้องทำงานหนักในการเข้าดูแลความสงบเรียบร้อย บทบาทของผู้นำสีกากี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษต่อการทำหน้าที่ท่ามกลางการพลิกผันอำนาจการเมือง
พล.ต.อ.วิเชียร ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศรส.ลต.ตร.) เปิดห้องทำงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ซึ่งแน่นอนเรื่องการวางตัวของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นประเด็นที่ต้องสอบทาน เพราะคู่แข่งขันทางการเมืองมักจะอ้างเรื่องใช้อำนาจรัฐช่วยผู้สมัคร
เจ้าตัวบอกด้วยน้ำเสียงเข้ม ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง การเมืองแบ่งเป็น 2-3 ขั้ว คนคุมกติกาคือตำรวจและกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตำรวจต้องทำตัวเป็นกลางให้ได้ หากมีเรื่องร้องเรียนว่าตำรวจกระทำตัวไม่เป็นกลางหรือถูกร้องเรียน ถ้าเปอร์เซ็นต์สุ่มเสี่ยง 50-50 ผมสั่งให้ไปทำหน้าที่ที่อื่นทันที ทั้งนี้ต้องมีผู้ร้องเป็นตัวเป็นตน มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งหากมีคนมาร้องเรียนแล้วเราไม่ดำเนินคดีก็จะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ถ้อยความของนายตำรวจใหญ่รายนี้ที่เห็นทีต้องขีดเส้นใต้กับประโยคที่ว่าเมื่อเราเลือกทำหน้าที่เป็นคนกลาง วิธีที่ดีที่สุดคือต้องเป็นกลาง ตำรวจทุกนายรวมถึง ผบ.ตร. หากเอียงไปเอียงมาก็ไม่ดี ต้องอยู่ตรงกลางให้ได้ ทำหน้าที่ตามกฎหมายทุกอย่างเมื่อพรรคไหนหรือใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ใครมาใครชนะก็จะมาว่าเราไม่ได้ เพราะเราปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
"ถ้าผมเฮงซวยก็โดนปลด แต่หากทำตัวเป็นกลาง ปฏิบัติดีแล้ว แต่ตำรวจยังเจอรัฐบาลที่ไม่มีคุณธรรมก็ซวยไป ถือว่าโชคไม่ดี" พล.ต.อ.วิเชียรผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวตรงไปตรงมา
ช่วงเวลาเข้าโค้งสุดท้ายเร่งเร้าบรรยากาศหาเสียงดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จากข่าวปลิดชีพหัวคะแนนพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน ล่าสุดเหตุการณ์ยิงนายก อบจ.ลพบุรี หัวคะแนนพรรคภูมิใจไทยถึงกลางเมืองกรุง
พล.ต.อ.วิเชียร มองว่า ผู้สมัครบางคนอาจจะช่วงชิงเอาชนะคู่แข่งทุกวิถีทาง การแข่งขันทำให้ระแวงกัน จนมีการไปจ้างไปหาคนมาคุ้มกันตัวเอง สตช.ตระหนักในเรื่องนี้ หากคิดว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยก็จะได้จัดตำรวจไปดูแลรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ที่ไปดูแลนั้นจะได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีแล้ว และสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ตอนนี้มีผู้สมัครขอให้ตำรวจไปคุ้มครองแล้ว 321 คน โดยให้ตำรวจชั้นประทวน 2 นายต่อผู้สมัคร 1 คน หมุนเปลี่ยนกัน จำนวนผู้สมัคร สส. 321 คน ณวันนี้ที่ขอให้ตำรวจไปคุ้มกันยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อย หากเทียบกับจำนวนผู้สมัคร สส.ทั้งหมด2,000 กว่าคน
"ถ้าพูดถึงพื้นที่มีความขัดแย้งหรือการแข่งขันกันสูง เช่น จ.สมุทรปราการ เชียงราย และ นราธิวาส2-3 จังหวัดนี้ เป็นพื้นที่ที่ขัดแย้งและมีการแข่งขันกันรุนแรงมากที่สุดเท่าที่ประเมินได้ตอนนี้ นอกนั้นรองๆ ลงมาจะมีบ้างที่ จ.พะเยา นครราชสีมา ใช้วิธีการหาเสียงที่รุนแรง มีการทำลายป้าย เป็นเรื่องที่ตำรวจระมัดระวังอยู่แล้ว"
ทั้งนี้ ขอเรียนว่าการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต การหาเสียงระหว่างที่คะแนนนำถูกทำร้ายถึงชีวิต ถ้าเป็นอะไรไปเราไม่สามารถที่จะไปสมัครใหม่ได้ยกเว้นว่าเลือกตั้งไปแล้วแต่ยังไม่ประกาศผล หรือประกาศผลไปแล้วผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นอะไรไปก็อาจจะเลือกตั้งใหม่ การไปกวาดล้างมือปืน จึงมีการตั้งรางวัลนำจับให้ได้ ซึ่งผู้ร้ายรายสำคัญที่ใช้อาวุธปืน1 แสนบาท หรือ 5 หมื่นบาท ให้รางวัลนำจับอาวุธสงครามเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งได้
สิ่งบอกเหตุอย่างหนึ่งก็คือการทำลายป้ายหาเสียงซึ่งมีเป็นพันๆ ป้าย ตำรวจจำเป็นต้องมีมาตรการที่ระมัดระวังและต้องเตือนว่าไม่ใช่จะไปทำลายกันได้ง่ายๆ ไปใช้วิธีวางเพลิงเผาก็ต้องได้รับโทษในอัตราสูง หรือว่าเป็นขบวนการทำลายป้ายอย่างนี้ หากทำโดยผู้สมัครหรือพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจจะนำไปสู่ความผิดที่สูงกว่านั้น จนมีผลกระทบกับพรรคการเมืองก็ได้ แต่เมื่อมีการกวดขันจับกุม ทำให้ขณะนี้ตัวเลขการทำลายป้ายหาเสียงมีจำนวนลดลง
"จนถึงขณะนี้ การจัดกำลังลงตามที่ต่างๆ ค่อนข้างพร้อม เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยลงตัว มาตรการหาข่าวความรุนแรงที่ไหน หรือการประทุษร้าย เราระดมกวาดล้างอาวุธสงคราม ดูแลเรื่องการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง ถือว่าสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ในความควบคุม" ผบ.ตร.ให้ความมั่นใจ
อีกประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตัดวงจร คือการลุ้นผลเลือกตั้งในทางที่ผิดกฎหมายด้วยการเล่นพนันหวยเลือกตั้ง ทั้งนี้ รูปแบบมีทั้งการแทงเบอร์พรรคและแทงเบอร์ผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ อัตราต่อรองแล้วแต่ชื่อชั้นผู้สมัครซึ่ง ผบ.ตร.ยอมรับได้เบาะแสบ้างแล้ว
"ก็มีข่าวครับ พื้นที่ที่จับตาเป็นพิเศษอาจจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีการแข่งขันสูงแต่ความรุนแรงไม่มี จำเป็นต้องเตือนไว้ก่อน"
อย่างไรก็ตาม การพนันเลือกตั้งมองได้อีกมุมหนึ่งคือการสร้างกระแสทางการเมือง ทั้งนี้จากข้อมูลนักการเมืองที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองจะท้าทายวางเดิมพันกัน โดยปั่นกระแสตนเองจะชนะขาดลอยบ้าง หรือสูสี ก็ไปกำหนดเป็นอัตราต่อรอง
พล.ต.อ.วิเชียร เตือนไปถึงผู้สมัคร นักการเมืองและประชาชนว่า การทายผลเลือกตั้งมีโทษหนักกว่าพนันเพราะจำคุก 5 ปี การพนันหมายความว่าได้เสียเอาทรัพย์สินกันเป็นความผิดตามกฎหมาย ขณะที่ความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ปี 2550 ไม่ว่าการพนันผลการเลือกตั้ง หรือว่าการหาเสียงใส่ร้ายให้เข้าใจผิด การจูงใจ การให้ทรัพย์สิน การกระทำที่เป็นความผิดทางกฎหมายเหล่านี้ ถ้าผู้สมัครหรือพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจจะมีผลกับผู้สมัครสามารถนำไปสู่การยุบพรรคได้ถ้า กกต.เห็นว่าการกระทำนั้นนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
ผมเรียนอย่างนี้ครับ กฎหมายเลือกตั้งค่อนข้างจะบังคับตำรวจว่าถ้าเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดกฎหมายอาญาที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรมตำรวจต้องจับกุมแล้วดำเนินคดีโดยเร็ว แล้วแจ้งให้ กกต.จังหวัดทราบ ถ้าไปพบเบาะแสต้องดำเนินการ ก็ต้องเตือนพี่น้องประชาชนเอาไว้ก่อนว่าอย่าไปหลงเล่นพนันตามเขา
หน่วย 315 ปมร้าวเหล่าทัพ-นักการเมือง
อีกปมความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับเจ้าหน้าที่รัฐสะเทือนถึงกองทัพ เห็นจะเป็นนโยบายปราบปรามยาเสพติดในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยการจัดหน่วยปฏิบัติการร่วม 315 เข้าตรวจค้นพื้นที่แพร่ระบาดยาเสพติด แต่ถูกขัดขวางจากนักการเมือง ถึงขั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผู้บัญชาการทหารบก แสดงความไม่พอใจ
ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ที่ใช้มวลชนเข้ามากดดันส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายต้องแจ้งความกล่าวหาซึ่งกันและกัน
"กรณีที่เกิดขึ้นกับทหารผมเองก็ตกใจ"ผบ.ตร.เผยความรู้สึกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผบ.ตร เล่าว่า ปฏิบัติการทางทหารจะเข้าไปตามชุมชนเพื่อหากลุ่มเสี่ยง เข้าไปดูว่าแต่ละบ้านมีลูกกี่คน อายุเท่าไร มีงานทำหรือเปล่าเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ถ้าพบว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเสพยาเสพติดทหารจะชักชวนให้ออกมาบำบัด ส่วนที่นักการเมืองอ้างว่าการปฏิบัติการดังกล่าวกระทบการหาเสียงนั้นเรื่องนี้ถือว่าค่อนข้างจะเป็นการใส่ร้ายมากเกินไป แต่เข้าใจว่าพรรคการเมืองบางพรรคก็มีเรื่องกลัวในส่วนนี้ กลัวจะเสียคะแนนจากประชาชนไป แต่อยากให้เข้าใจว่า ทั้งทหาร ตำรวจที่เข้าไปทำงานในเรื่องนี้ ต่างได้รับมอบหมายให้ระดมกำลังขจัดปัญหายาเสพติดเท่านั้น เราไม่กล้าไปทำนอกเรื่องอย่างแน่นอน
"ผมคิดว่ากลุ่มพรรคการเมืองคิดมากเกินไป เราทำตามนโยบายในเรื่องการปราบปรามที่ดึงทหารเข้ามาช่วย เพราะทาง สตช.กำลังไม่เพียงพอ นอกเหนือจากงานที่ต้องปราบปรามในส่วนอื่นแล้ว รวมถึงต้องเข้ามาคุมการเลือกตั้ง การได้ทหารมาช่วยก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นแนวทางของรัฐบาลอีกด้วย"
ผบ.ตร. กล่าวต่อไปว่า การที่ผู้สมัคร สส.กลัวว่าทหารเข้ามาในพื้นที่ จะเป็นการข่มขู่ประชาชนให้เลือกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่ของตนเอง ถือเป็นการกล่าวหากัน ทั้งที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น ทหารเข้ามาช่วยงานเพื่อสังคม เรื่องนี้คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ผู้สมัครสส.กทม.เขต 17 พรรค เพื่อไทย ก็เดินทางมาพูดคุยกับผมในเรื่องนี้ด้วยตนเอง เขาคงสงสัยว่าทำไมทหารต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง คงเข้าใจว่าจะเข้าไปขู่ หรือหาเรื่องหาเหตุการณ์เข้ามาเป็นประเด็น
"ตรงนี้ผมคิดว่าทำให้ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ผบ.ทบ.คงยัวะขึ้นมา ซึ่งผมก็อธิบายให้เข้าใจแล้ว ทั้งเรื่องกำลังพลที่ไม่เพียงพอของตำรวจ ระบบการทำงาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด มาห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่คงไม่ได้ เพราะเราเข้าไปทำงานปราบยาเสพติด ไปดูว่าบ้านไหนมีลูกหลานสุ่มเสี่ยงติดยา หรือติดยาไปแล้วก็ต้องนำมาบำบัด และยืนยันว่าถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง"
ทุกถ้อยคำชี้แจงของผู้นำสีกากีส่งถึงฝ่ายการเมือง เหมือนกำลังบอกว่า ณ นาทีนี้เขายืนข้าง ผบ.ทบ.ในการร่วมกันทำงาน
ยาไม่แรงสลายม็อบไม่ได้
มองไปข้างหน้าต่อสถานการณ์ความขัดแย้งอาจก่อตัวปะทุขึ้นได้โดยมวลชนไม่ยอมรับผลเลือกตั้งนำไปสู่การชุมนุมป่วนเมืองผบ.ตร.ผู้ผ่านเหตุการณ์ควบคุมดูแลการชุมนุมเสื้อแดง เสื้อเหลือง รับว่า ทำอะไรได้ไม่สะดวกนักหากไม่มีกฎหมายควบคุมการชุมนุม
"ผมเรียกร้องกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ มาตั้งแต่ปี 2550 ให้เริ่มเปลี่ยนแปลงอันดับแรกคือกำลังพล ต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติอย่างถูกต้องและที่สำคัญคือเรื่องกฎหมายในการบังคับใช้ ที่ยังไม่ชัดเจนเพียงพอเพราะบางเหตุการณ์ ที่รัฐบาลให้ตำรวจออกไปสลายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามความผิดที่กล่าวอ้าง ซึ่งบางครั้งเราก็มองว่ามีความผิดอย่างไร เพียงแค่ไปปิดกั้นถนน สมควรที่จะต้องเข้าไปสลายหรือไม่ อัยการก็ระบุว่าชุมนุมได้ ไม่ผิด เพราะตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าประชาชนสามารถเรียกร้องได้เช่นกัน"
ดังนั้นธงของ ผบ.ตร.คือ ต้องออกกฎหมายให้ชัดว่าตรงไหนผิด ผิดอย่างไร และให้อำนาจตำรวจในการพิจารณาเหตุการณ์ซึ่งหน้าในความผิดของการชุมนุมได้ สามารถจัดการได้ทันทีเพราะในบางครั้งการชุมนุมมีความผิดอย่างชัดเจน ผิดกฎหมายในหลายเรื่องก็มี คือให้ตำรวจตัดสินใจได้ว่าผิดจริง ก็เข้าไปสลายได้จับกุมได้
"อำนาจตำรวจก็มีอยู่ในกฎหมายอาญาแต่ยังใช้ได้ไม่เต็มที่ เพราะเวลาจะฟ้องอัยการต้องพิจารณาว่าผิดตามมาตรา 215 จริง คือชุมนุมเกินกว่า 10 คน ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองถ้ามีอาวุธก็มีโทษหนักขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ที่บ้านสี่เสาเข้าข้อหานี้ แต่ทำอะไรไม่ได้ในขณะนั้น ดังนั้นต้องให้อำนาจในการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด"
"แต่ที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆก็เข้าใจการทำงานของตำรวจ คือเขาเข้าใจกระบวนการกฎหมายในการทำงาน ไม่ใช่ว่าตำรวจเข้าข้างพวกเสื้อแดง ไม่ยอมสลายการชุมนุมปิดถนนแต่ละครั้ง แต่เป็นเพราะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินการตามแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น อีกทั้งแต่ละการชุมนุมบางครั้งตำรวจถูกกระทำเสียเอง เพราะเราไม่มีอำนาจในการต่อสู้กับผู้ชุมนุม เป็นเรื่องที่ต้องเสนอให้ปรับปรุง ผมเตรียมเสนอไปเหมือนกันแต่ถ้าหากรัฐบาลใหม่มาไม่รับเรื่อง ไม่พิจารณาก็ต้องจบ ตำรวจได้แต่ยืนมองดูม็อบที่อาจจะมีการกระทำความผิดต่อไป" ผบ.ตร.ระบายความในใจ







