posttoday
ปฏิรูปโครงสร้างอำอาจ:โหวตอย่างไร?

ปฏิรูปโครงสร้างอำอาจ:โหวตอย่างไร?

01 มิถุนายน 2554

ผมเชื่อว่าข้อเสนอ “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ”

ผมเชื่อว่าข้อเสนอ “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ”

โดย..พลเดช ปิ่นประทีป

เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคณะกรรมการปฏิรูป ที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานนั้น มีประชาชนรากหญ้า ชุมชนท้องถิ่น และปัญญาชนนักคิดนักกิจกรรมทางสังคมจำนวนค่อนประเทศพากันสนับสนุน แม้ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อต้านจากข้าราชการและนักการเมืองที่นิยมอำนาจรวมศูนย์อยู่บ้างก็ตาม

แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าพรรคการเมืองที่เสนอตัวแข่งขันเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีใครประกาศว่าจะขานรับการปฏิรูปดังกล่าวเลย มีแต่แข่งขันกันขายนโยบายประชานิยมอย่างหน้ามืดตามัว สื่อมวลชนต่างพากันวิ่งตามกระแส “สวยหล่อปรองดอง” และอีเวนต์ที่ดาวร้ายตัวตลกแต่งขึ้นมาโชว์ ในบรรยากาศและแนวโน้มเช่นนี้ ภาคประชาชนพลเมืองผู้ปรารถนาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ควรมีความคาดหวังต่อสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลชุดหน้าอย่างไร?

องค์ประกอบสำคัญอย่างแรกของรัฐสภาและรัฐบาลคือ พรรคการเมืองว่าจะมีกี่พรรคและสัดส่วนเป็นอย่างไร เวลานี้โพลสำนักต่างๆ พากันสำรวจความนิยมและประกาศออกมาเป็นระยะ ซึ่งสร้างผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อสังคมและต่อพรรคที่กำลังแข่งขันกัน ขณะนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่ามีพรรคการเมืองมากถึง 40 พรรค เข้าชิงชัย โดยส่งบัญชีรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีของตนให้ประชาชนพิจารณา แต่เมื่อดูพฤติกรรมการส่งบัญชีรายชื่อแล้ว พบว่ามีเพียง 16 พรรคเท่านั้นที่ส่งบัญชีรายชื่อมากกว่า 20 อันดับ (จาก 125 อันดับ) อันสะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ส่วนพรรคที่เหลือนั้นส่งแบบขอไปที ซึ่งเข้าใจว่าคงต้องการแค่รักษาสถานภาพพรรคเอาไว้เท่านั้น และทั้ง 16 พรรคดังกล่าวก็ยังไม่มีทีท่าว่าใครจะเอา “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ” อย่างที่ว่า

จึงเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนและเครือข่ายทางสังคมจะต้องย้ำถามเพื่อทดสอบนักการเมืองให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างชัดเจนถึงจุดยืนของแต่ละพรรคในเรื่องนี้ก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคใด 1.จะยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคไหม 2.กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนจัดการเองไหม 3.จะปฏิรูปการเมือง (ครั้งที่ 2) เพื่อเลือกฝ่ายบริหารนิติบัญญัติโดยตรงไหม 4.จะปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันจริงจังไหม 5.ที่ว่าปรองดองนั้นมีหลักคิดและรูปธรรมอย่างไร ผมเชื่อว่าอีก 30 วัน ที่เหลือบางพรรคจะกลับลำได้ทัน ซึ่งถึงเวลานั้นเราก็ไม่ควรลังเลที่จะเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งก็ได้ที่เอา “การปฏิรูปอำนาจ” โดยไม่ต้องสนใจว่าเป็นสีใด เก่าหรือใหม่ ใหญ่หรือเล็ก

อีกองค์ประกอบหนึ่งคือคนหรือตัวนักการเมือง โดยธรรมชาติของนักการเมืองไทยนั้นมักไม่มีอุดมการณ์อะไรที่ตายตัว พวกเขามักจะเปลี่ยนสังกัดพรรคไปได้เรื่อยๆ ตามอิทธิพลของเงิน ผลประโยชน์และระบบอุปถัมภ์ ดังนั้น หลักในการเลือก สส. (เขต) จึงควรดูพฤติกรรมผลงานของตัวบุคคลเป็นสำคัญ ไม่ควรดูสังกัดพรรคให้เสียเวลาและไขว้เขว โครงการเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย (www.tpd.in.th) เขาจัดทำสมุดพก สส. 51-53 ไว้เป็นรายจังหวัด สส. (เขต) คนเก่าทุกคน ใครมีผลงานและพฤติการณ์อย่างใดสามารถตรวจสอบได้ ผมมีโอกาสได้คุยกับทีมวิจัยชุดนี้ และนั่งตรวจดูข้อมูลอย่างละเอียด พบว่ามี สส.หลังยาวสีเทาดิบเถื่อน อยู่ในสภาชุดที่แล้วประมาณ 30 คน

คงต้องขอแรงเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ช่วยกันตรวจสมุดพก สส.เก่าในจังหวัดและเขตของท่าน แล้วช่วยกันรณรงค์แซงก์ชัน (Sanction) อย่าให้พวกนี้กลับเข้าสภาได้อีก เพราะคนเหล่านี้ไม่เห็นคุณค่ารัฐสภา เขาไม่เคารพประชาชน ไม่ใส่ใจการปฏิรูปใดๆ ดังนั้น จึงต้องเลือกใครสักคนที่ไม่ใช่คนเหล่านี้เข้าไปทำงานสาธารณะแทนตัวเรา การได้ สส.คนใหม่รุ่นใหม่มากๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติการปฏิรูปโดยภาคประชาชน ซึ่งแบบนี้ที่ประเทศเกาหลีเขาทำสำเร็จมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายหากท่านทำใจ “เลือกพรรคเลือกคน” แบบที่บอกข้างต้นไม่ได้จริงๆ ท่านอาจโหวตสั่งสอน คือ โหวตโน อย่างที่บางกลุ่มบางเครือข่ายเขากำลังรณรงค์อยู่ในขณะนี้ก็ย่อมไม่ผิดกติกา เพราะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญครับ

%CUR%โหวตเลือกพรรคที่เอาปฏิรูปอำนาจ (ปาร์ตี้ลิสต์)

โหวตแซงก์ชัน สส.เก่าหลังยาวสีเทาดิบเถื่อน (สส.เขต)

โหวตสั่งสอน สถาบันนักการเมืองและรัฐสภาในภาพรวม (โหวตโน)

ทั้ง 3 แบบนี้ เข้าข่าย “โหวตเพื่อปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ” ในมุมมองของผมครับ

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร