
รถยนต์ไฟฟ้า-ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาสำหรับเมืองไทย
ในภาวะที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นมาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ในภาวะที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นมาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
โดย..ธิบดี หาญประเสริฐ
และทุกคนย่อมรู้ดีว่าน้ำมันที่มีใช้อยู่นี้จะต้องหมดลงจากโลกใบนี้ไปในที่สุด ไม่ว่าระยะเวลาจะเป็นกี่ปีก็ตาม ประกอบกับปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน อันนำไปสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
ส่งผลให้เกิดการสรรหาพลังงานในรูปแบบต่างๆ มาใช้ในยานยนต์ โดยต้องเป็นพลังงานที่ปล่อยมลพิษน้อยและสามารถมีใช้อย่างยั่งยืน รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV) ดูเหมือนว่าจะได้เข้ามาเป็นตัวเลือกสำคัญในหลายๆ ประเทศเพื่อแก้ปัญหาข้างต้นดังกล่าว แต่บทความนี้จะขอนำเสนอข้อเท็จจริงบางประการสำหรับผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายของชาติในเรื่องนี้
ปัญหาการผลิตกระแสไฟฟ้า : เป็นที่ทราบดีว่าประเทศไทยกำลังจะประสบปัญหาการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และการขยายตัวของเมืองใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสำหรับการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับปัญหานี้กระทำได้ยากขึ้นทุกที
ทั้งนี้ เนื่องจากไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่ หรือจากกลุ่ม NGO ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าชนิดใด เช่น การสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือแม้จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานชีวมวล ก็มีปัญหาเรื่องปริมาณและราคาของวัสดุที่ไม่สม่ำเสมอ ยากต่อการบริหาร ส่วนโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์หรือลม ก็ยังมีต้นทุนที่สูงมาก และยังถูกแรงต้านจากชุมชนในบางพื้นที่ ชนิดสุดท้ายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ต้องพูดถึง คงจะไม่ได้เห็น เนื่องจากไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชน และสังคมบางส่วน
สรุปคือ เรามีกำลังผลิตที่จำกัด และการที่ประเทศไทยกำลังจะมีรถไฟไฟฟ้าสายสีต่างๆ ที่กำลังจะเสร็จในกรุงเทพฯ บวกกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากจีนที่จะวิ่งจากหนองคายลงมากรุงเทพฯ โดยอาจจะต่อลงภาคใต้ด้วยนั้น แค่นี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาโรงงานผลิตไฟฟ้ามาจากไหน จะหวังสร้างเขื่อนฮัตจีจากสายน้ำในพม่าหรือจากแม่น้ำโขงในลาว ก็ถูกต่อต้านจนดูท่าว่าจะต้องล้มโครงการ (เรื่องรถไฟไฟฟ้าขนส่งมวลชนนี้ผู้เขียนสนับสนุนเต็มที่ เพราะเป็นวิธีของการขนส่งมวลชนที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพมาก) แต่ถ้ารถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานมีจำนวนเป็นแสนเป็นล้านคันมาอยู่ในประเทศไทย จะต้องการกำลังไฟฟ้าอีกเท่าไหร่ถึงจะมารองรับได้ จะทำให้เกิดการขาดแคลนไฟฟ้าจำนวนมหาศาล
ปัญหาเรื่อง Load และ Peak ของไฟฟ้า : ปัจจุบันเวลาจุดสูงสุดของการใช้ไฟมักจะอยู่ที่ช่วงบ่ายของวันทำงานปกติ เนื่องจากการใช้แอร์ของบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมทั้งบ้านพักอาศัย และจุดการใช้ไฟสูงรองลงมาคือช่วงหัวค่ำเมื่อคนกลับบ้าน แต่หากมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันแพร่หลายจะเกิดการชาร์จไฟที่บ้านพร้อมๆ กันในช่วงเวลาหัวค่ำไปตลอด ซึ่งจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนเวลาใช้ไฟในจุดสูงสุดมาอยู่ในช่วงหัวค่ำ และจะเป็นจุดที่มีการใช้ในปริมาณที่มากกว่าช่วงบ่ายมหาศาล อาจทำให้เกิดไฟดับเป็นช่วงๆ
นอกจากนั้น ปลั๊กไฟที่ใช้เสียบชาร์จนั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนขนาดของสายไฟให้ถูกต้อง โดยส่วนมากสายไฟในบ้านมักจะมีขนาดเบอร์ VAF 2 x 1.5 หรือ 2 x 2.5 ซึ่งเป็นขนาดเล็กเกินไปใช้ไม่ได้ ยิ่งบ้านที่มีอายุมากๆ สายไฟนั้นจะต้องเดินสายไฟใหม่ โดยใช้สายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ขนาด 2 x 4 ขึ้นไป หรือให้ดูได้จากคู่มือของเครื่องชาร์จไฟของรถยนต์ในแต่ละยี่ห้อ
ปัญหาด้านอุตสาหกรรม : ปัจจุบันไทยมีการผลิตรถยนต์รวมทั้งในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศปีละกว่า 1.6 ล้านคัน (ในปี 2553) และมีแนวโน้มที่จะเป็น 2 ล้านคันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั้นหมายถึงการที่เรามีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนเกือบ 3,000 บริษัท ด้วยแรงงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 6 แสนคน
ทั้งหมดนี้ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานรถยนต์ 16 แห่งที่มีอยู่ในประเทศ ลองคิดดูว่าถ้านโยบายรัฐส่งเสริมให้เกิดรถไฟฟ้าอย่างมากโดยไม่ศึกษารายละเอียด จะส่งผลให้เกิดการล่มสลายของผู้ผลิตชิ้นส่วนในระยะเวลาอันใกล้ เพราะรถไฟฟ้าไม่ต้องการหม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ สายพาน หัวเทียน ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ทุกชิ้น เช่น ลูกสูบ วาล์ว ปะเก็นต่างๆ ตัวเซ็นเซอร์ต่างๆ ท่อไอเสีย ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบกลไก
ระบบเกียร์ ทั้งแบบเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ แผ่นคลัตช์ ระบบเพลาขับล้อ แบตเตอรี่แบบที่ใช้ในปัจจุบัน และรายการเล็กที่ไม่อาจกล่าวถึงได้อีกจำนวนมาก ซึ่งรายการทั้งหมดนี้จะไม่มีในรถยนต์ไฟฟ้า นั้นหมายถึงโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เหล่านี้ต้องปิดกิจการในระยะอันใกล้ รัฐบาลจะทำอย่างไรกับผลกระทบนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและโรงงานเหล่านี้ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล
ปัญหาข้อจำกัดทางเทคนิค : ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้านี้สามารถวิ่งได้ในระยะ 160-200 กม. ขึ้นอยู่กับขนาดของรถนั้น โดยตัวเลขนี้ได้จากบริษัทผู้ผลิตที่กล่าวอ้างทางการตลาด ซึ่งเป็นการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมในต่างประเทศ แต่ข้อเท็จจริงประการแรกคือ ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ด้วย หากผู้ขับขี่มีนิสัยที่เรียกว่า เท้าหนัก หรือมีการบรรทุกของหนัก หรือมีผู้โดยสารร่วมด้วย จะทำให้ระยะทางที่ได้สั้นลง และจากการทดสอบวิ่งจริงจากสภาพการใช้งานจริงในต่างประเทศพบว่าจะได้ระยะทางที่น้อยกว่า 20-30% จากที่โรงงานกล่าวอ้าง
สำหรับประเทศไทยในช่วงเวลาหัวค่ำกลางคืนหลังเลิกงาน หากเป็นวันที่เกิดฝนตกหนักและรถติดมาก จำเป็นต้องเปิดไฟหน้าอาจจะรวมทั้งสปอตไลต์ เปิดแอร์ เปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์ 3 เปิดวิทยุ (ขอเรียกการทดสอบนี้ว่า Bangkok Mode) น่าจะวิ่งได้น้อยกว่า 100 กม.อย่างแน่นอน นั่นหมายถึงรวมทั้งเที่ยวไปกลับ คือต้องอยู่ในระยะ 40-50 กม. เกินกว่านั้นจะกลับบ้านไม่ได้ หากไฟฟ้าหมดกลางทาง (เรื่องนี้พ่อบ้านอาจจะชอบเพราะจะเป็นข้ออ้างในการกลับบ้านช้าหรือไม่กลับบ้านเลยก็ได้)
ข้อควรรู้อีกประการ คือ รถไฟฟ้านี้จะไม่สามารถ “ลาก” กลับบ้านโดยการจ้างแท็กซี่ลากจูงได้ ต้องใช้รถยกให้ล้อลอยขึ้นทั้งสี่ล้อเท่านั้น ลองคิดดูว่า หากมีรถไฟฟ้าที่ไฟหมดจอดกันอยู่ตามทางด่วน หรือในจุดที่มีการจราจรติดขัดอยู่แล้ว คงจะน่าปวดหัวน่าดู
ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่นั้นใช้เวลาประมาณ 8 ชม.ถึงจะเต็ม แต่ก็สามารถใช้วิธีการชาร์จเร็วได้ถ้าจำเป็น คือประมาณ 30 นาที จะวิ่งได้สัก 20-30 กม. แต่จะไปหาที่ชาร์จที่ไหนนั้นไม่ทราบ
ราคาแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้านั้น จะต่างจากแบตเตอรี่ในรถไฮบริด คือการเปลี่ยนแบตเตอรี่ สำหรับรถไฮบริดอาจจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท เนื่องจากไม่ต้องมีกำลังไฟที่สูงมากนักเพราะมีเครื่องยนต์ร่วมด้วย แต่รถไฟฟ้านั้นจำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพที่สูงกว่า มีความจุของกระแสไฟสูงกว่ามาก ราคาจะอยู่ที่ประมาณกว่า 4 แสนบาท หรืออาจไปที่ 5 แสนบาท ก็ได้ และอายุการใช้งานน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 ปี เรื่องนี้ทุกท่านที่ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก คงจะทราบได้ดีว่า เมื่อระยะเวลาการใช้งานผ่านไปได้สัก 12 ปีนั้นกำลังไฟในแบตเตอรี่ก้อนเดิมดูจะมีอายุของการใช้งานสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะเป็นชนิดลิเทียมไอออน (Lithium Ion) เหมือนกัน ที่สำคัญประเทศไทยไม่มีความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้ได้เลย จำเป็นต้องนำเข้าจากผู้ผลิตเท่านั้น
และในความเป็นจริงแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้ก็มีอยู่อย่างจำกัดในโลก ถึงขนาดที่มีการประเมินว่า หากรถยนต์ในโลกนี้หันมาใช้รถไฟฟ้ากันจำนวนมาก จะไม่มีแร่มากพอในการผลิต นั้นย่อมหมายถึงราคาที่จะไม่มีวันถูกลงมากนัก และน่าจะมีราคาที่แพงขึ้นในระยะยาวด้วยซ้ำไป







