
ประชาคมอาเซียนบนปากเหววิกฤตไทย-กัมพูชาทำลายเอกภาพ
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมา 3 ครั้งหลังสุด
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมา 3 ครั้งหลังสุด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมา 3 ครั้งหลังสุด ได้เกิดรอยร้าวให้บังเกิดขึ้นภายในกลุ่มอย่างไม่ควรจะเป็น เกิดเป็นอุปสรรคขนาดมหึมาที่ขวางกั้นมิให้กลุ่มเดินหน้าต่อไปตามที่ตั้งความหวังไว้
รอยร้าวที่ว่านี้ย่อมเกิดขึ้นจากใครไม่ได้ นอกจากน้ำมือของไทยกับกัมพูชาที่ช่วยกันยิงถล่มใส่กัน จนลูกหลงพลอยก่อความเสียหายมาถึงนานาประเทศร่วมภูมิภาค
ความเสียหายที่ว่านี้มิได้เกิดขึ้นกับทรัพย์สินหรือชีวิตมนุษย์ ดังที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ แต่กำลังจะเกิดขึ้นกับอนาคตอันเรืองรองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความหวังของอาเซียนที่จะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในปี 2015 หรือ ASEAN Economic Community (AEC) เริ่มกลายเป็นความหวังที่เลือนราง เพราะความเห็นที่แตกแยก ความหวาดระแวง และทัศนะที่ล้าหลัง ซึ่งยังผลเสียต่อนโยบายและทัศนะที่มีต่อกัน
ความถดถอยเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นจากความบาดหมางระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่กรณีความขัดแย้งของทั้งคู่เป็นตัวจุดชนวนที่ทรงอานุภาพ ถึงขั้นที่ทำให้สมาคมนี้เริ่มสับสนและหมดความมั่นใจในตัวเอง
ถึงกับที่สื่อต่างประเทศประโคมข่าวว่า การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่อินโดนีเซียล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่เพียงไม่สามารถประสานรอยร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนต้องสูญสิ้นไปอีก
ทั้งๆ ที่ไม่กี่ปีก่อน อาเซียนเป็นกลุ่มระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งและเนื้อหอมอย่างยิ่ง ถึงกับดึงดูดนานาประเทศทั้งในและนอกเอเชียแปซิฟิกให้เข้ามาพ่วงตัวเองเข้ากับกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาเซียนบวก 3 ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
วันนี้อย่าว่าแต่บวก 3 หรือบวก 6 เลย แม้แต่ความสัมพันธ์ที่เคยเหนียวแน่นระหว่าง 10 ประเทศของอาเซียน หรือแม้แต่ใน 5 ประเทศหลักในกลุ่มก่อตั้งยังสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากเรื่อง “น้ำผึ้งหยดเดียว” ระหว่างไทยกับกัมพูชา
เอกภาพที่สูญเสียไปเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าอาเซียนมิได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด
ประการแรก สนธิสัญญาไมตรีว่าด้วยความร่วมมือของอาเซียน หรือ TAC ถูกฉีกทึ้งอย่างไม่เหลือชิ้นดีด้วยน้ำมือของไทยกับกัมพูชา เพราะข้อหนึ่งของ TAC ระบุอย่างชัดเจนว่า “ไกล่เกลี่ยความแตกต่างและกรณีพิพาทด้วยกระบวนการสันติภาพ” และ “ระงับการข่มขู่และคุกคามด้วยกำลัง”
อีกทั้งแม้จะมีความพยายามแบ่งส่วนความรับผิดชอบของกลุ่มออกเป็นกลุ่มแกนนำจัดตั้ง 5 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์) และกลุ่มสมาชิกใหม่ (บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า) เพื่อให้ประเทศแกนนำเป็นฝ่ายนำในการผลักดันตลาดร่วมกัน
แต่แล้วคนใหญ่คนโตของไทยบางคนกลับขู่ที่จะปิดตลาดค้าขายกับกัมพูชา การทำเช่นนี้ไม่เท่ากับทำลายรากฐานของการค้าร่วมกันอย่างไร้พรมแดนหรือ?
น่าเสียดาย ประเทศที่อยู่ในกลุ่มแกนนำกลับยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ซึ่งทั้งนี้วุฒิภาวะดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ด้านนโยบาย ศักยภาพด้านการปฏิบัติ และภาวะผู้นำของรัฐบาลที่กุมหางเสือของประเทศนั้นๆ ด้วย
ในฐานะที่ไทยเป็น 1 ใน 5 สมาชิกร่วมก่อตั้งอาเซียน ความรับผิดชอบของไทยดูจะหนักอึ้งกว่ากัมพูชาหลายเท่าตัว และสมควรอย่างยิ่งที่จะแสดงบทบาทที่สุขุมไปพร้อมๆ กับ “ตักเตือน” กัมพูชาอย่างตรงไปตรงมาและสมน้ำสมเนื้อ โดยมีประธานกลุ่มให้คำปรึกษาฉันมิตร
แต่แล้วในการประชุมปีนี้ ในไทยกลับเกิดกระแสวิตกอย่างคนคิดเล็กคิดน้อยอีกว่า อินโดนีเซียจ้องที่จะเข้ามายุ่มย่ามกับกิจการภายในของไทยอยู่แล้ว เพื่อชำระแค้นที่ไทยเคยส่งกำลังทหารไปรักษาสันติภาพที่ติมอร์ตะวันออก ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเป็นอิสระจากการยึดครองอินโดนีเซียมาหมาดๆ (ติมอร์เลสเตในขณะนี้)
เมื่อปีที่แล้วในระหว่างการประชุมสุดยอดที่เวียดนาม ยังเกิดกระแสด้านลบเกี่ยวกับเวียดนามขึ้นในไทย ด้วยระแวงว่าเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนในขณะนั้นอาจโอนเอียงมาทางกัมพูชา เนื่องจากทั้งสองประเทศมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาตลอดเกือบ 3 ทศวรรษ
อย่าลืมว่าอินโดนีเซียเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของภูมิภาค ตามด้วยไทยในอันดับที่ 2 และเวียดนามในอันดับที่ 5 หาก 3 ใน 5 ของระดับท็อป 5 ไม่กินเส้นกันเสียแล้ว คงยากที่อาเซียนจะมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
การไม่ยอมรับอินโดนีเซียในฐานะเจ้าภาพอย่างที่ควรจะเป็น การระแวงอดีตประธานอย่างเวียดนาม ท่าทีแข็งกร้าวของไทย และมารยาทอันเสื่อมทรามของผู้นำกัมพูชากลางเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ทำให้ความน่าเชื่อถือของอาเซียนกลายเป็นที่น่ากังขา
อินโดนีเซียจะคิดอย่างที่ไทยคิดหรือไม่ หรือเวียดนามจะเอนเอียงไปทางกัมพูชาจริงหรือไม่ หรือกัมพูชาจะทำเรื่องเสียมารยาท (หรือน่าขายหน้า) ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยหรือรัฐบาลไทยจะต้องคิดจุกจิก เพราะฐานะของไทยอยู่ในระดับ “รุ่นพี่” ควรรีบเคลียร์ปัญหากับสมาชิกอาเซียน “รุ่นน้อง” อย่างมีเชิง เพื่อประคองเป้าของอาเซียนไม่ให้รุ่งริ่งไปกว่านี้
การไว้เชิงไม่ได้หมายถึงการสอนเชิงด้วยอาวุธ แต่หมายถึงชั้นเชิงทางการทูตอันสุขุม และรักษาผลประโยชน์ของอาเซียนโดยรวมไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกดึงกลับไปที่จุดเริ่มต้น หรือกระทั่งความพยายามที่ผ่านมาต้องกลายเป็นศูนย์
ความพยายามที่ว่านี้ ได้แก่ การผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียนที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างจนสามารถใช้การได้ในระดับหนึ่ง ต่อมาเป็นการเปิดพรมแดนให้กระแสทุนและแรงงานเคลื่อนที่โยกย้ายได้อย่างเสรี
จนกระทั่งมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพยุงสถานะทางการเงินของประเทศสมาชิกเพื่อป้องกันวิกฤตการเงิน โดยมีการต่อยอดการริเริ่มที่เชียงใหม่ (CMI) ให้กลายเป็น ASEAN+3 Macroeconomic and Research Office (AMRO) ที่จะเริ่มปฏิบัติงานในเดือนนี้
ความพยายามเหล่านี้อาจกลายเป็นหมากเดิมพันด้วยเกมการเมืองระหว่างไทยกัมพูชา และอีกหลายประเทศที่ถูกลากเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยจนที่ประชุมที่จาการ์ตารวนเร
ความล้มเหลวทั้งก่อนหน้านี้ และในการประชุมที่กรุงจาการ์ตา อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากความลักลั่นภายในกลุ่ม อันเกิดจากบูชาหลักการที่ว่าอาเซียนไม่ควรยุ่มย่ามกับกิจการภายใน ถือเป็นความคิดที่ฉุดรั้งพัฒนาการมาโดยตลอด Constructive Engagement หรือการแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์
แต่หลักการนี้มิได้สร้างสรรค์อย่างแท้จริง เพราะโดยเนื้อแท้แล้วคือพยายามไม่แทรกแซงประเทศอื่นนั่นเอง แม้ว่าประเทศนั้นจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม
แต่หลักการนี้ทำให้อาเซียนล้าหลัง ไม่ต่างอะไรกับเสือกระดาษ ปราศจากความยำเกรงทั้งจากสมาชิกภายในกลุ่ม และปราศจากความนับถือจากนานาประเทศทั่วโลก
เช่นเดียวกัน ครานี้ที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ มองในแง่ดี โดยกล่าวว่า “การพบกันของผู้นำทั้งสองประเทศถือเป็นสัญญาณที่ดี” ซึ่งเป็นทัศนะที่ผู้นำอาเซียนเห็นด้วยน้อยมาก เมื่อปี 2541 นายสุรินทร์เคยเสนอให้ใช้หลักการ Flexible Engagement หรือแทรกแซงอย่างยืดหยุ่น ด้วยหวังที่จะเห็นสมาชิกอาเซียนร่วมกันติติงหรือสะสางปัญหาของเพื่อนสมาชิกด้วยจิตใจที่เป็นห่วงกันและกันอย่างแท้จริง
แต่ได้รับการตอบสนองเพียงเล็กน้อย เนื่องจากบางประเทศในอาเซียนเลือกที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับปัญหาภายในที่กลายเป็นปัญหาสากล ด้วยหวังจะกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศนั้น มากกว่าจะกระทำตนเป็นสมาชิกที่ดีด้วยการตักเตือนอย่างมีเหตุผลและหลักการ
เช่นเดียวกัน การที่นานาประเทศเข้ามาผูกตัวเองกับอาเซียนในลักษณะบวก 3 หรือบวก 6 จึงมิใช่ยำเกรงในอิทธิพลของทั้ง 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เพราะหวังจะใช้ภูมิภาคนี้เป็นสนามประลองอำนาจ เป็นตลาดระบายสินค้า กับเป็นแหล่งทรัพยากรสำหรับป้อนมหาอำนาจ
ตราบใดที่อาเซียนไม่ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน หรือตราบใดที่อาเซียนไม่ตั้งข้อสังเกตการใช้อำนาจศาลเตี้ยของสหรัฐต่อประเทศอื่นๆ ตราบนั้นอาเซียนจะยังมีมิตรที่ดีที่จะคอยส่งเสริมไปให้ถึงฝัน “ประชาคมตลาดร่วม” ในที่สุด
แต่ความสำคัญของอาเซียนจะมีเท่านี้จริงๆ หากไม่สามารถยกระดับตัวเองจากกลุ่มที่รวมตัวกันหลวมๆ และไม่แตะต้องปัญหาภายในของ “เพื่อน” ที่อาจส่งผลกระทบต่อ “เพื่อน” คนอื่นๆ
อาเซียนคงเข้าใจผิดว่าการไม่ยุ่งกับกิจการภายใน หรืออ้างหลักการดังกล่าวเพื่อปิดทางไม่ให้เพื่อนสมาชิกคอยช่วยเหลือตักเตือน จะช่วยเสริมเอกภาพภายในกลุ่มให้แข็งแกร่ง เพราะจะทำให้แต่ละประเทศใส่ใจกับการเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้ตรงตามเป้าที่กำหนดไว้ แทนที่จะเสียเวลามา “ยุ่มย่าม” กับปัญหาคนอื่น
แต่นั่นเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะการค้าย่อมแยกไม่ออกจากการเมือง และมนุษย์สามารถนำประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาเป็นข้องอ้างในการประหัตประหารกันได้เสมอมา
บางคนจึงปรามาสว่าหากอาเซียนคิดจะวัดรอยเท้าเทียบตนเป็นประชาคมอันแข็งแกร่งในด้านเศรษฐกิจจนมีสกุลเงินร่วมกัน มีตลาดร่วมกัน และทุนและแรงงานเคลื่อนย้ายอย่างเสรีในแนวทางเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) ก็อาจต้องรอแล้วรอเล่า
รออีกหลายชั่วอายุคนกว่าฝันจะเป็นจริง และอาเซียนได้กลายเป็น “ทองแผ่นเดียวกัน” อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจไม่มีที่ว่านั้นก็เป็นได้!







