
9 ตุลาการคดีประวัติศาสตร์
...วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย
หลังจากแกนนำกลุ่มเสื้อแดงออกมาปลุกกระแสการปฏิวัติรัฐประหารให้คนตื่นกลัวแล้ว การปล่อยข่าวเรื่องการเปิดโรงเรียนยุทธการต้านรัฐประหารของนปช. แดงทั้งแผ่นดิน แม้จะวางจุดประสงค์เป้าหมายให้เป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีต้านรัฐประหารอย่างสันติวิธี แต่แกนนำของคนเสื้อแดงบางคนที่ได้ออกไปปลุกระดมแกนนำในระดับภูมิภาค กลับสรุปแนวทางการต่อต้านรัฐประหารด้วยการเตรียมพร้อมว่า
“
เราต้องระดมขวดใส่น้ำมันและผ้าขี้ริ้วให้มาก เราต้องเตรียมยางรถยนต์เอาไว้ เราต้องเตรียมปิดเส้นทางขบวนรถถัง ทั้งยังประกาศลั่นว่า หากมีรัฐประหารในรอบนี้ คนเสื้อแดงจะเต็มศาลากลางทุกจังหวัด และมีเผาแน่นอน ในขณะเดียวกันเสื้อแดงทั่วประเทศก็จะพากันไปบุกค่ายทหารทุกจังหวัดเพื่ออ่านแถลงการณ์ต้านรัฐประหาร ด้วยจุดประสงค์จะตรวจสอบขุมกำลังของคนเสื้อแดง และดูเหมือนจะเป็นการท้าทายความอดทนของกองกำลังทหารทั่วประเทศอีกด้วยจากนั้น พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ที่กำลังถูกคำสั่งพักราชการ หนึ่งในแนวร่วมเสื้อแดงก็ออกมาปูดข่าวว่าจะมีการลอบสังหารคณะกรรมการคตส. คณะกรรมการป.ป.ช. เจ้าหน้าที่องค์การอิสระ และคณะผู้พิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ ก่อนที่มีการอ่านคำพิพากษาอันเป็นสัญญาณข่มขู่ที่มีเป้าหมายจะกดดันคณะผู้พิพากษา ซึ่งกำลังพิจารณาคดีนี้ หลังจากแว่วข่าวว่า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ทหารเก่า และอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นักล่าเงินรางวัลได้หิ้วปีกเสธ.เพี้ยนไปพบกับนายใหญ่ที่ดูไบ เพื่อแสดงผลงานที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในขบวนการเคาะกะลาล่าเศษเงินจากเงินก้อนใหญ่ 7.6 หมื่นล้านบาท ที่รู้กันว่านายใหญ่เริ่มถอดใจกับความหวังที่จะได้คืนมา หากกระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไปตามปกติ ยกเว้นจะมีเหตุการณ์พิเศษ เช่น ก่อการรัฐประหาร สงครามกลางเมือง ที่สามารถจะทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้เงินจำนวนมหาศาลนั้นกลับคืนมาด้วยวิธีพิเศษ จึงเกิดการกระซิบกระซาบในหมู่คนใกล้ชิดให้ช่วยกันทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินคืน แล้วบางส่วนที่ได้คืนมาบุคคลผู้ร่วมยุทธการเพื่อเกิดกรณีพิเศษก็จะได้ส่วนแบ่งจากเงินนั้นอย่างทั่วหน้าและอุดมสมบูรณ์ ปรากฏการณ์ผีรับจ้างโม่แป้งและเปรตที่คอยขอส่วนบุญก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอุ่นหนาฝาคั่งอย่างไม่รับรู้ความผิดชอบชั่วดีแต่ประการใดทั้งสิ้น
เราจึงน่าจะมาทำความรู้จักกับคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ทำหน้าที่รักษาความยุติธรรมเพื่อผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชนที่กำลังพิจารณาคดียึดทรัพย์นักการเมืองผู้ฉ้อฉลดู ก็จะเห็นได้ว่าองค์คณะตุลาการผู้พิจารณาสำนวนคดียึดทรัพย์ของคนหนีคุกในวันที่ 26 ก.พ.นี้ มีจำนวน 9 คน
ซึ่งองค์คณะทั้ง 9 คน ได้มีมติเลือก สมศักดิ์ เนตรมัย เจ้าของสำนวนเป็นประธาน โดยก่อนหน้านี้ สมศักดิ์ เนตรมัย เคยเป็นองค์คณะผู้พิพากษา คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาทเศษ ที่ศาลฎีกาสั่งจำคุกทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลา 2 ปีมาแล้ว และอันเนื่องมาจากข่าวผลการลงมติคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านตัน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
“มติรั่ว” จึงทำให้ บุญรอด ตันประเสริฐ ที่เป็นหนึ่งในคณะตุลาการตัดสินคดีกล้ายางพารา ขอถอนตัวออกจากการเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์ เป็นเหตุให้ มนตรี ยอดปัญญา รองประธานศาลฎีกาเข้ามาเป็นองค์คณะแทน นอกจากนี้ อดิศักดิ์ ทิมมาตย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนฯ ในศาลฎีกายังได้เข้ามาเป็นองค์คณะพิจารณาคดียึดทรัพย์ แทน ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช ที่ต้องพ้นจากการเป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ เนื่องจากมีอายุครบ 60 ปี และย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์จากการตรวจสอบประวัติและการทำงานของคณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ชุดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า แต่ละท่านที่ได้รับคัดเลือกให้มาพิจารณาคดีนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้พิพากษาที่มากด้วยประสบการณ์ และมีผลงานการตัดสินคดีด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม มาแล้วทั้งสิ้น อีกทั้งยังปรากฏว่าการทำงานในฐานะผู้พิพากษาเพื่อธำรงความยุติธรรมให้เป็นที่พึ่งและความอุ่นใจให้กับประชาชนนั้น ก็มิได้อะไรด่างพร้อยและขาดตกบกพร่อง ยิ่งในกรณีของการพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทางอัยการผู้ทำสำนวนส่งฟ้องเพื่อให้ศาลพิพากษายึดทรัพย์ทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน ก็ได้มีความชัดเจนในข้อกฎหมายที่อัยการร้องต่อศาลขอให้ยึดทรัพย์สินทั้ง 7.6 หมื่นล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากคณะกรรมการคตส.กล่าวโทษว่าได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากตำแหน่งหน้าที่ มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจชินคอร์ปโดยมิชอบจนมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมากมาย ทำให้ภาครัฐเสียหายกว่าแสนล้าน มูลค่าทรัพย์สินที่สูงขึ้นนี้สืบเนื่องมาจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินที่มิสมควรจะได้ จึงฟ้องยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องคือหุ้นชินคอร์ป ที่เงินค่าหุ้นที่ขายได้ รวมทั้งดอกผลที่มีการพิจารณาฟ้องร้องเพื่อยึดทรัพย์อัยการได้สั่งฟ้องตามสำนวนสอบสวนของคตส. ในกรณีที่ว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ร่ำรวยขึ้นมาอย่างผิดปกติ โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบของคตส. พบว่าทรัพย์สินส่วนหนึ่งเพิ่มพูนขึ้นมาจากการใช้อำนาจรัฐเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิสมควร และสืบเนื่องมาจากการมีตำแหน่งหน้าที่ในการเอื้อประโยชน์ การอายัดเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ป 7.6 หมื่นล้านบาท จึงเป็นเพียงทรัพย์สินเพียงส่วนเดียวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่รวมไปถึงทรัพย์สินชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวที่มีอยู่อีกอย่างมากมาย เช่น ทรัพย์สินในบริษัท เอสซี แอสเสท มหาวิทยาลัยชินวัตร บ้านจันทร์ส่องหล้า หุ้นต่างๆ มากมายที่ยังแอบแฝงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในสถาบันการเงินทั้งในและนอกประเทศ
แม้การข่มขู่จะเอาชีวิตคณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ที่ออกมาจากปาก พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จะฟังดูน่ากลัว และไม่ควรที่จะประมาทในการที่จะให้ความปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่านก็ตามแต่ เสียงข่มขู่คำรามของนายทหารนักเลงโตอย่าง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล คงไม่มีอะไรที่จะทำให้องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ในครั้งนี้หวั่นไหวหรือตื่นตระหนกกลัวภัยอันตรายถึงขนาดไม่อาจพิจารณาพิพากษาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไปได้ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นผู้พิพากษาผู้มีหน้าที่ที่จะต้องรักษาความยุติธรรมแล้ว ย่อมมีจิตสำนึกที่จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่ที่เขาไม่มีโอกาสได้ทำดังพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทปฏิญาณก่อนรับตำแหน่งหน้าที่เมื่อไม่นานมานี้ และแน่นอนในยามที่ประชาชนว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง และเงินกลายเป็นตัวกำหนดความเป็นไปในสังคมมากกว่าศีลธรรมจรรยาความถูกต้องดีงาม ศาลสถิตยุติธรรมเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน







