
กกร.เตรียมชงเงินซีเอสอาร์มาหักภาษีได้
กกร.เตรียมถกนำค่าใช้จ่ายด้านซีเอสอาร์มาหักลดหย่อนภาษี รวมทั้งเสนอแก้กฎหมายเร่งด่วนอีก 8 ฉบับ
กกร.เตรียมถกนำค่าใช้จ่ายด้านซีเอสอาร์มาหักลดหย่อนภาษี รวมทั้งเสนอแก้กฎหมายเร่งด่วนอีก 8 ฉบับ
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส.อ.ท. สมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 3 พ.ค. 2554 นี้ จะหารือเกี่ยวกับการหักค่าใช้จ่ายด้านการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยภาคเอกชนต้องการให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลดหย่อนภาษีได้เหมือนการบริจาคเงินให้กับสาธารณประโยชน์ เนื่องจากการทำซีเอสอาร์บางส่วนเป็นการบริจาคแต่ไม่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้
นอกจากนี้ จะหารือเรื่องการทบทวนกฎหมายที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยภาคเอกชนเห็นว่าควรปรับปรุงกฎหมายประมาณ 100 ฉบับ แต่ต้องมาจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่ควรแก้ไขก่อน 8 ฉบับ ซึ่งภาคเอกชนต้องการผลักดันให้แก้ไข แต่ยังเกิดความล่าช้า ซึ่งความซับซ้อนทางกฎหมายทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และนักลงทุนต่างชาติก็ต้องการให้แก้ไข
แหล่งข่าวจาก กกร. เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) มีความเห็นให้ภาคเอกชนแยกประเภทกฎหมายที่จะเสนอให้ภาครัฐปรับปรุงแก้ไขเป็นกฎหมายหลักหรือกฎหมายรอง โดยภาคเอกชนได้ทำรายละเอียดของกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ 3 กลุ่ม คือ 1.กฎหมายที่มีผลกระทบหรือมีความเร่งด่วนและดำเนินการได้ง่ายมี 8 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ต้องกำหนดคำให้ชัดเจนขึ้น ควรมีความหมายรวมถึงกิจการที่คนต่างด้าวมีอำนาจควบคุมตามความจริง และควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาธุรกิจที่เปิดให้คนต่างด้าวถือหุ้นให้ชัดเจน และควรทบทวนบัญชีแนบท้ายใหม่ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ควรลดเวลาการออกประกาศมาตรฐานบังคับลง รวมทั้งมอบอำนาจให้หน่วยงานรัฐและเอกชนร่วมจัดทำร่างมาตรฐานทั้งฉบับ และควรอนุญาตให้ผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกผลิตสินค้าตามมาตรฐานต่างประเทศได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และมอบอำนาจให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนตรวจสอบติดตามคุณภาพผลิตภัณฑ์ในตลาดได้
2.กฎหมายที่มีผลกระทบหรือจำเป็นเร่งด่วนและใช้เวลาในการดำเนินการมี 9 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าควรตัดหรือแก้ไขข้อความที่คลุมเครือและยากต่อการตีความออกให้ชัดเจน รวทั้งภาครัฐควรออกกฎหมายค้าปลีกค้าส่งเพื่อควบคุมธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่กำลังขยายกิจการทั่วประเทศเพื่อคุ้มครองรายย่อย รวมทั้งควรออกกฎหมายการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อมีหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจและจะต้องบังคับใช้กับแฟรนไชซอร์จากต่างประเทศได้ด้วย เพื่อไม่ให้มีผลบังคับใช้เฉพาะผู้ประกอบการไทย 3.กฎหมายที่ใช้เวลานานและต้องทำเป็นแผนระยะยาวอีก 2 ฉบับคือ กฎหมายแฟคตอริ่งเพราะปัจจุบันดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่เมื่อเกิดกรณีพิพาทไม่มีอะไรรองรับ กฎหมายเช่าซื้อและลีซซิ่งเพราะประชาชนจำนวนมากถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ







