
การเมืองโค้งสุดท้ายภาษีรถยนต์ใหม่ไม่สรุป
แม้ว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีเวลาเป็นรัฐบาลอีกไม่ถึง 2 เดือน ก็จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
แม้ว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีเวลาเป็นรัฐบาลอีกไม่ถึง 2 เดือน ก็จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีเวลาเป็นรัฐบาลอีกไม่ถึง 2 เดือน ก็จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
แต่รัฐบาลก็ยังสั่งให้กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงานเดินหน้าเต็มสูบสรุปรายละเอียดโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ให้สำเร็จเสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ
หากทำได้จริง ก็ถือว่าโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่จะต้องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบชนิด “เส้นยาแดงผ่าแปด”
แม้ว่าผู้ประกอบการรถยนต์จะคัดค้านเรื่องนี้ ผ่านเวทีประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งล่าสุด แต่ก็ไม่เป็นผล ไม่สามารถขอให้ชะลอการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ออกไปก่อนได้
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ หนีไม่พ้นการหารายได้เข้าประเทศ เพื่อจับจ่ายใช้สอยโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่เติบโตเป็นดอกเห็ดต้องใช้เงินจำนวนมาก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเป้าหมายทางการคลังที่ต้องทำงบสมดุลภายใน 5 ปี หมายความว่าต้องลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้มากที่สุด
ในขณะที่รายจ่ายลดไม่ได้มาก และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้การหารายได้ต้องเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่า รัฐบาลจึงต้องหาช่องทางที่จะรีดรายได้ให้เป็นชิ้นเป็นอันเข้ามาเติมให้ทันเวลา
รัฐบาลจึงต้องเสี่ยงที่จะปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ความเสี่ยงราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้น ส่อเค้าทำให้เศรษฐกิจไทยป่วยได้ทุกเมื่อ
ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์อยู่ในช่วงสะดุดจากปัญหาที่ญี่ปุ่นประเทศผู้ผลิตรถรายใหญ่ของโลกประสบภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว และสึนามิ
เพราะจากพิมพ์เขียวโครงสร้างภาษีสรรพ สามิตรถยนต์ที่ออกมาใหม่ ต้องถือว่าเป็นการปรับใหญ่ ผู้ประกอบการทุกค่าย รถยนต์ทุกรุ่นได้รับผลกระทบทั่วหน้า
ในส่วนของรถยนต์นั่งจากที่ภาษีหลายอัตราตามความจุกระบอกเครื่องยนต์ และแรงม้า ตั้งแต่ 2550% ก็จะรวบเหลือ 2 อัตรา คือ รถยนต์ที่ขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,000 ซีซี อัตราภาษี 30% และขนาดเครื่องยนต์เกิน 3,000 ซีซี อัตราภาษี 50%
ขณะที่รถยนต์ตรวจการณ์ หรือ PPV ยังคงอัตราภาษีเดิมที่ 20% และรถยนต์ประหยัดพลังงานทั้งรถยนต์ E85 อัตราภาษีลบ 3% จากอัตรารถยนต์นั่ง รถยนต์ NGVOEM อัตราภาษี 20% และรถยนต์ Hybrid อัตราภาษี 10%
แต่อัตราภาษีรถยนต์ทั้งหมดจะต้องมารวมกับอัตราภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หากปล่อยเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% แต่หากปล่อยน้อยกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษีลง 5% แต่หากปล่อยอยู่ในช่วงไม่เกิน 150200 กรัมต่อกิโลเมตร ไม่ต้องเสียภาษีแต่ก็ไม่ได้ลดภาษี
ในส่วนของภาษีสรรพสามิตรถกระบะที่ปัจจุบันเก็บอัตรา 3% และรถดับเบิลแค็บ 12% ก็จะมีการนำภาษี CO2 มาใช้ด้วย แต่อัตราบวกลบคาดว่ารถกระบะจะอยู่ที่ 2% และรถดับเบิลแค็บอยู่ที่ 3%
แน่นอนว่าจากการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ดังกล่าว จะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตโตก้าวกระโดดทันที คาดว่าทันทีที่อัตราภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ ก็จะทำให้เงินภาษีเพิ่มขึ้นทันทีไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท
สาเหตุเนื่องมาจากรถยนต์เกือบทั้งหมดยังปล่อย CO2 มากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร นั่นหมายความผู้ประกอบการรถยนต์ต้องเสียภาษีรถยนต์เพิ่ม ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องทำให้รถยนต์แพงขึ้น และอาจทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยน้อยกว่าที่ประมาณการไว้เดิม
ด้วยเหตุนี้ในการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ จึงยังมีเรื่องช่วงเวลาที่จะให้อัตราภาษีมีผลบังคับใช้ว่าควรเป็นเท่าไร
เดิมมีเสียงจากกระทรวงการคลัง ต้องการให้มีผลบังคับใช้ทันที แต่ต่อมาก็มีเวลาให้เอกชนปรับตัวได้ 3 ปี และล่าสุดว่าจะลดให้เหลือ 2 ปีเท่านั้น
เพราะการให้มีผลบังคับใช้ได้เร็วเมื่อไรเงินก็เข้ามาให้รัฐบาลจับจ่ายได้เร็วเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เองการคัดค้านของเอกชนผู้ประกอบการรถยนต์ที่ต้องการเวลาปรับตัว 7-8 ปี ต้องตกกระป๋องไปแบบรัฐบาลไม่ต้องคิดมาก
หรือแม้แต่ขอชะลอการปรับโครงสร้างภาษีออกไปอีก 1 ปี เพื่อรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชนกับภาครัฐให้ละเอียดอีกสักรอบ ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล
ที่น่าคิดต่อมาว่า ทำไมรัฐบาลต้องเร่งใส่เกียร์ห้า ปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ให้ทันรัฐบาลหมดอายุ
เหตุผลหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ คือรัฐบาลมั่นใจว่า จะได้กลับมาบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่ยากเย็น จึงวางพิมพ์เขียวการบริหารเศรษฐกิจไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา
การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ก็เช่นกัน เดินหน้าให้ผ่าน ครม.ก็หมดอายุ แต่ช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการอีก 2-3 เดือน ก็ยังสามารถทำรายละเอียดกฎหมายตั้งแท่นรอกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่เดินหน้าลุยได้ทันที
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงไม่ลังเลที่จะดันทุรังรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ เพราะต้องหารายได้โตให้ทันรายจ่ายต่างๆ นานา ที่สัญญาไว้ตอนหาเสียง







