posttoday
I am here “หมวดเจี๊ยบ” เพื่อไทย

I am here “หมวดเจี๊ยบ” เพื่อไทย

23 มีนาคม 2554

สัมภาษณ์พิเศษ ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต หรือ “หมวดเจี๊ยบ” เจ้าของผลงานทักษิณ Where are you ที่วันนี้หันหลังเดินออกจากกองทัพมาสวมเสื้อลงสมัคร ส.ส.ในนามเพื่อไทย   

สัมภาษณ์พิเศษ ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต หรือ “หมวดเจี๊ยบ” เจ้าของผลงานทักษิณ Where are you ที่วันนี้หันหลังเดินออกจากกองทัพมาสวมเสื้อลงสมัคร ส.ส.ในนามเพื่อไทย   

โดย....ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

เปิดตัวไปเรียบร้อยสำหรับ ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต หรือ “หมวดเจี๊ยบ” เจ้าของผลงาน พ๊อกเก็ตบุ๊ค 2 เล่ม Where are you , Are you Ok ที่บุกต่างแดนไปสัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาครั้งนี้เจ้าตัวสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ลงสมัคร ส.ส.กทม. เขตบางแค  อะไรคือ แรงบันดาลใจให้เธอลาจากอาชีพทหารอย่างถาวร มาใส่เสื้อแดงหวังแจ้งเกิดเป็น “ผู้แทนป้ายแดง” ครั้งแรก 

เหตุผลที่มาสมัคร ส.ส.คืออะไร 

พรรคเพื่อไทยเขาเห็นความสามารถในตัวเราเลยให้โอกาสเรา และวันนี้ตัวเราก็พร้อมมากขึ้นกว่าเดิมในการที่จะเจออะไรหนักๆ และเราก็แข็งแรงขึ้น เราเคยผ่านปัญหาอะไรมา เราได้ต่อสู้จนยังยืนอยู่ได้ มีเวลาไปทบทวนเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม  ด้วยการไปเรียนต่อปริญญาโท ประเทศอังกฤษและอยู่ในจุดที่เรามีความพร้อม และเป็นจังหวะที่พรรคเปิดโอกาสให้เราทำ มันเลยลงตัวทั้งสองฝ่าย

I am here “หมวดเจี๊ยบ” เพื่อไทย ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ

ดีลกันอย่างไร

พรรคเขารู้ว่า เราเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ เจ้าหน้าที่เขาก็โทรมาถามว่า มันจะมีการเลือกตั้ง จะมาร่วมงานกันไหม

ผู้ใหญ่เป็นคนติดต่อหรือ

ก็ในพรรคแหละ.. ทุกคนก็ผู้ใหญ่กว่าเจี๊ยบหมด

เช่น

ก็หลายคน...ในพรรค..ทางกทม. อะไรอย่างนี้ พวกนักการเมืองในกทม. อย่างของเราผู้ดูแลภาคกทม. คือ คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ พอมีคนในพรรคชวนปุ๊บ เราก็เข้าสู่กระบวนการอื่น ๆ คือ มาเจอกับคณะกรรมการที่เขาคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เขาก็ถามเราว่า มีความสามารถเรื่องอะไร  บ้านอยู่ไหน น่าจะลงพื้นที่ไหนก็คือ เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกของพรรค ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ

คุยกันนานแค่ไหน

เราเพิ่งเรียนจบกลับมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮม พอกลับมาคนในพรรคก็มาชวนว่า สนใจไหม เพราะพรรคอยากได้คนรุ่นใหม่ มันก็เลยลงตัวพอดี (หัวเราะ)

ได้คุยกับคุณทักษิณไหม

ก็ไม่ได้... เราไม่ได้อยู่ในจุดที่ควรไปคุย เพราะเราก็คุยตามกระบวนการของพรรค

ไม่ได้ไปเซย์ ฮาโหล ทักทายท่านก่อนหรือ

คือ...ก็กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่า อยากจะทำหนังสือเกี่ยวกับคุณทักษิณ เราก็ยังคิดถึงการเขียนหนังสืออยู่ ถ้าเกิดว่าจะเขียนหนังสือก็คงจะติดต่อคุณทักษิณ

เขียนไปกี่เล่มแล้ว

2 เล่ม  ส่วนหนังสือเล่มต่อไปคิดแล้วว่า เนื้อหาควรเป็นอย่างไร

จะเสร็จเมื่อไร

ก็ไม่น่าจะนานนะ เพราะได้เขียนบันทึกไว้ตลอด มันก็แค่เอามายำๆ จริงๆ เราก็หนักใจเพราะทำหนังสือมา คนที่เขารอ เขาก็คาดหวังเรา เราไม่อยากให้ใครมาผิดหวัง

กลัวถูกเสียงวิจารณ์ไหม ตอนอยู่กับกองทัพแล้วก็ออกมาเขียนหนังสือคุณทักษิณรอบหนึ่ง แล้วนี่ออกมาอยู่เพื่อไทยเต็มตัว กลัวถูกมองไหมว่า มาเพราะทักษิณ 

ไม่หรอก..เราคิดว่าจะอธิบายได้ เพราะชีวิตคนเรา มันก็ต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ อย่างวันนั้นที่เราเขียนหนังสือก็ด้วยเหตุผลหนึ่ง ทีนี้พอเจอเหตุการณ์เข้ามา มันก็ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงโดยที่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คาดคิด ถูกไหม มันดึงให้เรามาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง โดยที่เราก็ไม่ได้ออกแบบเอาไว้ว่า อ๋อ เดี๋ยวเราจะอย่างนี้ อย่างงั้น คือ เหตุการณ์มันก็พาไป มันก็ทำให้ชีวิตเราเจอสิ่งแปลกใหม่เข้ามา

และเมื่อเวลาผ่านไป มันก็ทำให้เราคลุกคลีกับการเมืองโดยไม่รู้ตัว ทำให้เรามาสัมผัสกับมวลชนประชาชน  คือ เราเริ่มมารู้สึกว่า มีคนที่เขาตั้งความหวังกับเรามากกว่า แค่ตัวหนังสือของเรา เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เจี๊ยบเองก็เคยสับสนว่า เอ๊ะนี่..เจี๊ยบทำอะไรอยู่มันถูกหรือผิด ใหญ่เกินกว่าตัวเจี๊ยบไหม จริงๆ เจี๊ยบควรจะอยู่เฉยๆ ไหม ในช่วงที่เรากำลังสับสนกับชีวิตตัวเราเอง

มีอยู่วันหนึ่งเจี๊ยบก็พักทุกอย่างนะ  กลับมานั่งคิด ถามใจเราว่า เราจะเอาอย่างไรกับชีวิต แล้วเจี๊ยบก็ไปที่สยาม  จอดรถหยุดทำทุกสิ่งทุกอย่าง กะจะไม่ทำอะไรเลย คือ ไปกินก๊วยเตี๋ยวที่ร้านเล็กในสยาม แล้วคนขายน้ำอัดลม เขาก็เดินถือแป๊บซี่ น้ำแข็งเข้ามาแล้วก็จำเจี๊ยบได้ เขาเลยไม่คิดเงิน เขาบอกว่า เราอุดมการณ์เดียวกัน  คือ เขาให้ค่าเจี๊ยบมากๆ มันก็เป็นจุดเปลี่ยนของเราเหมือนกันนะ หลังจากนั้นเราก็คิดว่า ระหว่างนี้เราก็ควรไปพัฒนาตัวเองเผื่อว่าเราจะทำอะไรมากกว่านั้นได้ และเมื่อเราเรียบจบกลับมา มันก็จริงนะ เหมือนกับเราได้ไปเปิดตามองโลกกว้างสังคมที่เจริญในต่างประเทศเป็นอย่างไร แล้วเราก็คิดว่า ถ้าอยู่ในจุดที่เราจะทำอะไร ในกระแสของความเปลี่ยนแปลงแล้วเราจะมีส่วนร่วมผลักดันให้มันไปในทิศทางที่เราอยากให้เป็นได้หรือไม่ มันก็เป็นอะไรที่มันท้าทายแล้วเราก็เรียนทางด้านนี้ ประกอบกับ พรรคเพื่อไทยเขาก็สนใจเรา มาชักชวนพอดี มันก็เลยลงตัว

ได้พบปะกับครอบครัวชินวัตรหรือพบกับ คุณปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในเพื่อไทย

อืม..ตั้งแต่เข้ามาเจี๊ยบยังไม่เคยเจอใคร   คือ เจี๊ยบยังอยู่ในระดับเบบี้มาก (หัวเราะ) คือ ถ้าเป็นโรงเรียนก็เพิ่งจะเข้ามาอนุบาลเพราะยังไม่เคยเจอกับผู้ใหญ่ระดับสูงในพรรคขนาดนั้น

ก็ต้องหาโอกาสพูดคุยกับคุณทักษิณ

อืม... ถ้าเป็นเรื่องที่เจี๊ยบจะต้องเขียนหนังสือเกี่ยวกับคุณทักษิณ ก็แน่นอน คงจะต้องคุยกับคนที่เราจะต้องเขียนหนังสือถึง

แต่เราก็ใกล้ชิดกับคุณทักษิณในการสัมภาษณ์ก็ไปบ่อยใช่ไหม

ก็คง..ไม่ได้ใกล้ชิดมากไปกว่าคนอื่น อาจจะน้อยกว่า คนอื่นด้วยซ้ำ เพราะเจี๊ยบก็แค่เป็นคนเขียนหนังสือคุณทักษิณมาสองเล่ม

การที่เราได้ลงสมัคร ส.ส. กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นเพราะเขียนหนังสือคุณทักษิณใช่ไหม

อืม...เจี๊ยบคิดว่า การตัดสินใจของพรรคเนี่ยคงไม่ไปก้าวล่วงว่าทำไมพรรคถึงพิจารณาเรา แต่เท่าที่เจี๊ยบได้คุยกับคณะกรรมการคัดเลือกก็ทราบว่า  พรรคเพื่อไทยเองอยากได้คนรุ่นใหม่มาเป็นทางเลือกให้กับคนกทม. ซึ่งเจี๊ยบคิดว่าเป็นเหตุผลที่เมกเซ็นต์ว่าในการที่พรรคจะเลือกผู้สมัครอย่างที่นโยบายบอกว่าพรรคเลือกคนประชาชนเลือกพรรค พรรคคงคิดว่า เจี๊ยบน่าจะนำนโยบายของพรรคไปถ่ายทอดให้ประชาชนในพื้นที่ได้ มีความอดทนตั้งใจจริงในการทำงานให้พรรคแค่ไหน คงไม่ได้มองเรื่องอื่นเป็นสำคัญกว่างาน

แต่เราเขียนหนังสือ คุณทักษิณ   

อ๋อเหรอ... เราไม่ได้คิดว่า เป็นเรื่องแค่นั้นหรอกในการคัดเลือกผู้สมัคร  ไม่งั้นพรรคก็คงเอานักเขียนทั้งหมดมาลง ส.ส. เหมือนเจี๊ยบซิ 

อะไรที่เป็นจุดเด่นของเรา

เจี๊ยบคิดว่าเป็นความอดทนและความตั้งใจจริงในการทำงานที่พร้อมทำให้กับพรรค

ในพื้นที่กทม.ที่จะลงเป็นเขตไหน

เขตบางแคเพราะเป็นภูมิลำเนา ที่ผ่านมาในการเลือกตั้ง 2550 มีสส.ทั้งสองพรรค คือ ประชาธิปัตย์ และพลังประชาชนในเวลานั้น เจี๊ยบไม่ได้มองพรรคประชาธิปัตย์เป็นคู่แข่ง คือ เจี๊ยบเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้เจี๊ยบเองเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ คงจะต้องแข่งกับตัวเองมากกว่า ไม่ได้ตั้งเป้าจะแข่งกับผู้สมัครคนไหน ทำยังไงเราถึงจะใช้เวลาและโอกาสและต้นทุนที่มีอยู่น้อยนี้ให้เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด แค่แข่งกับตัวเองก็ยากแล้ว ผู้สมัครคนอื่นๆมีประสบการณ์มากกว่าอยู่แล้ว เจี๊ยบคงไม่กล้าแข่งกับเขาแน่นอน เจี๊ยบขอแค่ทำงานให้ได้เต็มประสิทธิภาพที่มีเพื่อให้ประชาชนไว้วางใจเรา

กลัวอะไรมากที่สุดในฐานะที่เป็นผู้หญิงแล้วลงมาเล่นการเมือง

ก่อนที่จะเข้ามาการเมือง เจี๊ยบได้ถามตัวเองแล้วว่าถ้ามันต้องเจอปัญหาและกระแสที่ไม่ดีเข้ามาเราจะรับไหวไหม เจี๊ยบตอบตัวเองว่ายอมรับได้ เจี๊ยบตัดสินใจเลือกเดินทางนี้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆและขอให้ประชาชนเป็นคนตัดสินว่าเจี๊ยบดีพอหรือไม่ วันนี้เราตัดสินใจเดินไปข้างหน้าแล้วคงเดินไปจนถึงเส้นชัยให้ได้ไม่ว่าจะแพ้หรือว่าชนะ คือ คิดว่าเราพร้อมทั้งกายและใจในการอยู่เส้นทางนี้

คิดอย่างไรกับคำพูดที่ว่า 'การเมืองไทยมันเลวร้าย'

(นิ่งคิด)..อืม   คนเราต้องมีความหวังนะ แต่ว่า นักปราชญ์บอกว่าการเมืองเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็น ยังไงถึงเราจะชอบหรือไม่ชอบแต่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับชีวิตอยู่ดี ณ จริงๆเมื่อเรามองว่าในนั้นมีสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเราจะมีส่วนร่วมทำให้มันดีขึ้นก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ เป็นเรื่องที่เราน่าจะทำ ไม่ใช่นั่งรอดูอย่างสิ้นหวัง

ย้อนกลับไปเรื่อง “ความกลัว” ที่ว่า ลึกๆ มันบั่นทอนเรามากแค่ไหน 

อืม...เจี๊ยบคิดว่า ถ้าเราคิดเรื่องนั้นมาก มันทำให้ตัวเราเองท้อถอยเปล่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปกลัว คนเราถ้าคิดจะสู้แล้ว  คือ เราต้องมีความสุขกับทุกๆจังหวะก้าวที่เราคิดมาอย่างดีแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เราตั้งใจ สำคัญมันอยู่ที่กว่าเจี๊ยบทำได้สุดๆ เต็มความสามารถแล้วหรือยัง  ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่ผลออกมาจะไม่เป็นอย่างที่คิด เราก็คงไม่เสียใจเพราะเราได้ทำดีที่สุดแล้ว

I am here “หมวดเจี๊ยบ” เพื่อไทย

เพราะความจริงชีวิตเจี๊ยบมาถึงจุดนี้แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร ไม่ได้ร่ำรวย เจี๊ยบไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าใครๆ แต่ถ้าเทียบกับที่มาของเจี๊ยบที่เป็นเด็กธรรมดาพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนสำคัญ พ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ แม่ก็เป็นแม่ค้าธรรมดา เรียนกันแค่ประถมศึกษา ไม่ได้มีต้นทุนอะไร แต่วันนี้เจี๊ยบก็ทำให้เขาภูมิใจได้ว่าคนที่มีความรู้น้อยอย่างเขาสามารถเลี้ยงดูเจี๊ยบให้มีการศึกษาได้ สามารถเลี้ยงดูตัวเองบนลำแข้งตัวเองได้ประกอบอาชีพสุจริต จนวันหนึ่งมาอยู่ในจุดที่สามารถทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ มันก็ทำให้พ่อแม่ของตัวเองภาคภูมิใจ แค่พรรคให้โอกาสเราก็ดีใจที่สุดแล้ว ขนาดพรรคเขายังไม่กลัวที่จะเลือกเรา แล้วเราก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรอีกแล้ว

ลาอออกจากกองทัพนานยัง

ก็ปีที่แล้ว พอลาออกปุ๊บก็ไปเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เราออกจากกองทัพก็มีความรู้สึกที่ดีกับที่ๆเราจากมา เพราะกองทัพก็ได้สร้างเจี๊ยบจนมีวันนี้ เขาได้ปลูกฝังเรื่องความมีระเบียบวินัยและจิตสำนึกเรื่องการรักประเทศชาติให้กับเรา ทำให้เราค้นหาตัวเองเจอ ได้ทำงานที่เรารัก อย่างการเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นนักข่าว (ช่อง 5) คือ ทำให้เราเป็นบุคคลที่มีคุณภาพในวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะกองทัพได้สร้างเรา

ความรู้สึกเข้าพรรควันแรกเป็นไง

เหมือนเปิดเทอมเข้าโรงเรียน แล้วเจอพี่ๆ  เขาก็ติวบอกเรา ต้องอย่างนี้นะ เช่นบอกว่า การลงไปเจอ เราควรไปจะกางแผนที่ ดูว่า พื้นที่เรามีชุมชนตรงไหนแล้วเราควรไปหาประชาชนอย่างไร ส่วนใหญ่ก็มาบอกเทคนิค แล้วก็มีดูโหวงเฮ้ง (หัวเราะ) ก็พี่ส.ส.มาดูให้ เราเลยบอกไปว่าถ้าได้เป็น ส.ส. ก็จะพาไปเลี้ยงข้าว เขาก็ให้กำลัง อาจจะกลัวว่า เราเป็นเด็กใหม่เดี๋ยวไม่มีกำลังใจ

ถือว่า เป็นฝันไหมที่ได้มาลงการเมือง

ไม่เคยเลย รู้สึกว่า มันเป็นเรื่องไกลตัวเรามาก  ในอดีตเรามองว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกของนักการเมืองหรือเป็นอะไรที่แบบ พ่อแม่เขาต้องมีอิทธิพลในพื้นที่ แต่วันนี้พรรคก็ให้โอกาสเราทั้งที่เราไม่ได้มีอะไรอย่างนั้นเลย

เราก็ไม่นึกว่าเรียนแล้วจะต้องมาทำงานการเมือง  แต่เราสนใจทางนี้ จึงคิดว่าน่าจะได้มุมมองเพิ่มขึ้นในการมาเขียนหนังสือวิเคราะห์  แต่เมื่อวันหนึ่งจังหวะโอกาสเปิดให้เป็นผู้สมัครของพรรคได้ ถ้าเราประสบความสำเร็จได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปในสภายังมีโอกาสนำความรู้ที่มีไปผลักดัน ให้เป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์กับ ผู้อื่น

ตื่นเต้นไหม  เพราะพื้นที่ กทม.ไม่ใช่เรื่องง่าย

ส่วนตัวเจี๊ยบเองไม่ว่าจะลงพื้นที่ไหน ก็เป็นเรื่องยากทุกที่ ความยากเท่ากัน เจี๊ยบเป็นคนใหม่ ประกอบกับพื้นฐานเราไม่มีพ่อแม่มาเป็นนักการเมือง เหมือนลูกนักการเมือง หรือ ลูกผู้มีบารมีคนอื่น  เราคนเดียวโดดๆ   เราก็มาพิสูจน์ให้คนเลือกเรา  บางทีเราก็รู้สึกว่าอยากก้าวเข้ามา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กคนอื่นๆ  ที่เขามีวิถีชีวิตคล้ายๆ กับเรา ที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบ ไม่ได้มีอะไรเพรียบพร้อม  แต่ถ้าเรามีความพยายามไม่ย่อท้อ  วันหนึ่งเราก็อาจจะได้อยู่ในจุดที่เราคาดไม่ถึง  จากความสามารถของเรา ที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลา บางทีโอกาสดีๆมันก็เข้ามาในชีวิตของคุณได้เหมือนกัน  

ที่ว่า จะเขียนเล่มสามเกี่ยวข้องคุณทักษิณ เนื้อหาจะเป็นอย่างไร

น่าจะเป็นเรื่องที่ผ่านมาในอดีต  ปัจจุบัน และเรื่องในอนาคตจะทำอะไร  ชีวิตคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ยังอยู่ในความสนใจของคน   เพราะเจี๊ยบสังเกตจากคนที่มาซื้อหนังสือเจี๊ยบ ส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนคลับของคุณทักษิณ ทั้งนั้น และเขามาขอลายเซ็นคนเขียน เขาก็จะบอกว่าขอบคุณที่เอาเรื่องของคนที่เขาคิดถึง เขาเลยจำเป็นต้องสนับสนุนเจี๊ยบ ช่วยซื้อหนังสือ เพื่อเป็นกำลังใจให้เจี๊ยบ

คงไม่ทิ้งการเขียนหนังสือ

ก็เป็นสิ่งที่เราทำได้และพอจะมีคนอยากอ่าน  ได้เขียนหนังสือก็มีความสุข เป็นการพักผ่อนที่ดี ได้จัดระบบระเบียบวิถีคิด ของตัวเราเองด้วย  และเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้สื่อสารกับคนที่เขาสนับสนุนหนังสือของเรา  จริงๆเราผ่านเรื่องแย่ๆในชีวิตที่ผ่านมาได้ก็เพราะ คนเหล่านี้ ที่เรามองไม่เห็น แต่เขาสนับสนุนให้กำลังใจเรา

ตอนนั้นต้องตามคุณทักษิณไปหลายๆ ที่เพื่อหาข้อมูลเขียนหนังสือ

ตอนเขียนเล่มหนึ่ง ได้เจอกันแค่ 2 ครั้ง แต่เล่มสองได้ตามคุณทักษิณไป   ได้เห็นวิถีชีวิตมากกว่าเล่มหนึ่ง

เวลาคุณทักษิณอยู่ต่างประเทศเป็นอย่างไร

คุณทักษิณ เหมือนเป็นคนไฮเปอร์เรื่องงาน  จะมีคิวงานตลอดเวลา เท่าที่ได้พูดคุยกับคนรอบข้างคุณทักษิณ ก็บอกว่าเป็นคนชอบทำงานตลอดเวลา ชอบให้ตัวเองยุ่ง ไม่ชอบอยู่ว่าง มีกิจกรรมทำตลอด  เป็นคนไว ทำงานได้ตลอดเวลา คนที่ทำงานด้วยค่อนข้างเหนื่อยหน่อย

ตอนเขียนหนังสือทั้งสองเล่มต้องให้คุณทักษิณดูก่อนไหม

มีให้เช็คในเรื่องความถูกต้องของข้อมูลว่าอันนี้เขียนถูกหรือเขียนผิดโดยเฉพาะเรื่องสถานที่ เป็นลักษณะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมากกว่า  เช่น ชื่อคนที่อยู่ในเรื่อง ไม่ใช่ชื่อนี้ แต่ไม่ใช่เรื่องของคอนเซ็ปต์ เนื้อหา ที่ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเขียนของเรา คือ เราใส่ไอเดียคอนเซ็ปต์ของเรา ถ้าเขาตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ  ไม่ได้จำกัดเรื่องวิธีคิดเรา แต่เราให้เขาช่วยดูว่าผิดเพี้ยนตรงไหนไหม

เขียนหนังสือคุณทักษิณแล้วเห็นใจคุณทักษิณไหม

เราก็มนุษย์เนอะ  มองคุณทักษิณแบบมนุษย์คนหนึ่ง แล้วคิดว่าถ้าเป็นตัวเรา ขนาดเราไปเรียนต่ออังกฤษ แค่ปีเดียว  ถามว่าสนุกไหมที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศใช้ชีวิต  แบบดูเหมือนรอบกายดูหรูหราไปหมด มีแต่ตึกสูงตระการตา มีแต่ความทันสมัย ทุกอย่างดีไปหมด   แต่ลึกๆ แล้วเราคิดถึงก๋วยเตี๋ยวเจ้าโปรดที่เราเคยกินที่บ้านเราริมทาง  คิดถึงส้มตำ  ข้าวเหนียว  ไม่มีที่ไหน ดีเท่าบ้านเรา แม้บ้านเราอากาศจะร้อน ไม่เย็นสบายเหมือนยุโรป แต่ถ้าให้เลือกแล้ว ตัวเรายังอยากกลับบ้านเลย แล้วคุณทักษิณ เขาไปนานกว่าเราอีก  อย่างตัวเรา จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุณทักษิณไม่ได้แบบนั้น ถ้าเราเป็นคนทั่วๆไปเมื่อเห็นชีวิตเพื่อนมนุษย์คนอื่นเป็นแบบนี้ก็ต้องมีความรู้สึก  แค่เราไปเรียนปีเดียวยังคิดถึงบ้าน แต่นี่เขาต้องจากครอบครัวไปนานกว่าเรา และไม่รู้จะได้กลับเมื่อไหร่  ความคิดถึงบ้านเขาคงหนักกว่ามาก 

คิดว่าคุณทักษิณจะมีโอกาสได้กลับไหม

อันนี้เจี๊ยบคงจะตอบไม่ได้หรอก  จะไปรู้ได้ไง (หัวเราะ) อันนี้เป็นคำถามที่ยากมากๆ  ถ้าคำถามนี้เป็นข้อสอบ เจี๊ยบคงต้องเว้นข้อนี้ ไปทำข้ออื่น ยอมไม่ได้คะแนนข้อนี้ เพราะไม่รู้จะตอบไง

พอรู้เรื่องที่คุณทักษิณไปทำธุรกิจ  ในแอฟริกา ในหลายที่

อย่างที่เคยเขียนถึงในหนังสือเล่มที่แล้ว ไปทำเหมือง เราก็ไม่ได้รู้มากกว่าไปคนอื่นๆ   ก็เท่าที่ได้สัมภาษณ์ด้วยระยะทางที่เราได้ไปหาข้อมูล เชิงลึก เพราะธุรกิจของคุณทักษิณ มีอยู่หลายประเทศ  มันไม่สะดวกกับการที่เจี๊ยบคนเดียว ซึ่งไม่มีขีดความสามารถที่จะไปเก็บเรื่องราวรายละเอียดทั้งหมด 

ไปเรียนอังกฤษกี่ปี่

ปีเดียวไปตั้งแต่เดือนตุลาคม  2552  กลับมา ตุลาคม 2553  และ สิ้นเดือนมีนาคม  จะต้องส่งวิทยานิพนธ์ เพื่อจะรับปริญญาให้ทันในเดือน กรกฎาคมนี้  ตอนนี้ทำวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับผลกระทบจากการรัฐประหารในไทย

จากนี้ชีวิตนี้คงได้เจออะไรอีกแบบหนึ่งที่ท้าทาย

นี่ (การลง ส.ส.) คงเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเท่าที่เจี๊ยบเคยเจอ  เป็นอีกก้าวที่ถ้าเจี๊ยบก้าวข้ามไปได้ ก็คงจะเปลี่ยนชีวิตเจี๊ยบมากๆ    ชีวิตคนเราไม่รู้ว่า วันข้างหน้าจะเป็นไง แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ยังไม่คิดถึงหลังจากนี้ แค่ว่าได้รับภารกิจเฉพาะหน้านี้มาว่าให้เราลงเป็นผู้สมัครเขตบางแค  เราก็ทำให้ดีที่สุด หลังจากนั้นผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็คงจะมีที่ทางของมันอยู่แล้วว่าได้ไม่ได้จะเป็นอย่างไร 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่