
จตุพรชี้มติฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน จับตาคำวินิจฉัยปมบาร์โค้ด 28 ก.ย.69
จตุพร พรหมพันธุ์ ประเมินมติ กกต.ไม่เอาผิดแกนนำภูมิใจไทยอาจจุดกระแสเคลื่อนไหว แต่ตัวแปรสำคัญอยู่ที่คำวินิจฉัยปมบาร์โค้ดเลือกตั้ง
KEY
POINTS
- จตุพรประเมินว่ามติ กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว. ที่ดำเนินคดีเพียงบางส่วนและไม่เอาผิดผู้ที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง เป็นการสร้างความไม่พอใจและสะสมแรงกดดันทางการเมือง
- ชี้ให้จับตาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 ก.ย. 69 กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้ง
- มองว่าแรงกดดันจากมติคดีฮั้ว สว. เป็นเพียงชนวนที่เพิ่มอารมณ์ความไม่พอใจในสังคม ซึ่งจะสะสมต่อเนื่องไปจนถึงวันตัดสินคดีบาร์โค้ด
เมื่อวันที่ 15 กันยาน 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ประเมินมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า แม้ กกต.มีมติดำเนินคดีเพียง 77 คนจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 229 คน และไม่ดำเนินคดีกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่ผลที่ออกมายังไม่ถือเป็นการท้าทายกระแสสังคมถึงที่สุด เพราะอย่างน้อยยังมีผู้ถูกส่งดำเนินคดีบางส่วน
นายจตุพรกล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand (คลิกชม) ว่า หาก กกต.มีมติไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่คนเดียว แรงต่อต้านอาจรุนแรงกว่านี้ อย่างไรก็ตาม มติที่ออกมายังคงสร้างความไม่พอใจและสะสมแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี
นายจตุพร ยังตั้งข้อสังเกตว่า การแถลงข่าวของ กกต.ที่ล่าช้าอาจสะท้อนปัญหาและความเห็นที่ไม่เป็นเอกภาพภายในองค์กร หลังจากนี้อาจเกิดความเคลื่อนไหวทั้งในช่องทางกฎหมาย เช่น การร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการนัดหมายชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม นายจตุพรมองว่า มติคดีฮั้ว สว.ของกกต.ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของสถานการณ์ แต่เป็นชนวนที่เพิ่มอารมณ์ไม่พอใจในสังคม ตัวแปรสำคัญอยู่ที่วันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า กระทบหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่
นายจตุพรประเมินว่า หากศาลวินิจฉัยว่าระบบบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อาจกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้งที่ผ่านมา และทำให้เกิดคำถามต่อสถานะของรัฐบาล การทำหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของ กกต.ชุดเดิม หากต้องรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่
ส่วนฉากทัศน์ของคำวินิจฉัย นายจตุพรเห็นว่ามีโอกาสออกได้ทั้ง2ทาง และอาจสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวของกลุ่มอำนาจทางการเมือง ขอวิเคราะห์ว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ได้มีเอกภาพเหมือนในอดีต แต่แบ่งออกเป็นหลายสายซึ่งแข่งขันและผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบ
นายจตุพรสรุปว่า การเมืองไทยมักเปลี่ยนผ่านอำนาจจากคำวินิจฉัยขององค์กรตุลาการหรือการยึดอำนาจโดยทหาร พร้อมชี้ว่าแรงกดดันจากมติคดีฮั้ว สว.จะสะสมต่อเนื่องไปถึงวันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งต้องติดตามทั้งคำวินิจฉัย ปฏิกิริยาของฝ่ายการเมือง และท่าทีของกลุ่มเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด







