
วัสวิจารณ์มติคดีฮั้ว สว. ชี้ กกต.ใช้เกณฑ์อาญาผิด เสี่ยง ม.157
วัส ติงสมิตร ตั้งข้อสังเกต กกต.ส่งศาลเพียง 77 ราย จากข้อเสนอ 229 ราย ชี้นำมาตรฐานคดีอาญามาใช้ผิดหมวด อาจเข้าข่ายละเว้นหน้าที่
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร วิจารณ์มติ กกต. ในคดีฮั้ว สว. ว่านำมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดทางอาญาที่เข้มงวด มาใช้กับมาตรการทางการเมืองซึ่งขัดต่อหลักกฎหมาย
- การใช้เกณฑ์ที่ผิดพลาดส่งผลให้ กกต. ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาลดลงจาก 229 ราย เหลือเพียง 77 ราย ซึ่งอาจทำให้ผู้กระทำผิดรายอื่นหลุดรอดจากการตรวจสอบ
- นายวัสเตือนว่าการกระทำของ กกต. อาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 หากมีเจตนาช่วยเหลือผู้กระทำผิด
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ วิจารณ์มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “คดีฮั้ว สว.” โดยเห็นว่า กกต.เสียงข้างมากนำมาตรฐานพิสูจน์ความผิดทางอาญามาใช้กับมาตรการทางการเมืองผิดประเภท จนอาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญาผู้ถูกร้อง 77 ราย ประกอบด้วย สว.ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย จากเดิมที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยเห็นควรดำเนินคดี 229 ราย
นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า กกต.นำหลักพิสูจน์ความผิดโดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควร ซึ่งใช้กับคดีอาญาตามหมวดบทกำหนดโทษ มาใช้พิจารณามาตรการทางการเมืองตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
มาตรา 62 กำหนดเกณฑ์ว่า หาก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องรอให้หลักฐานมีน้ำหนักถึงขั้นเพียงพอสำหรับลงโทษจำคุกเหมือนคดีอาญา
นายวัสเห็นว่า การนำมาตรฐานคดีอาญามาสวมทับมาตรา 62 ทำให้ช่องทางยื่นคำร้องแคบลง และอาจทำให้ผู้ที่มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับเครือข่ายหลุดจากการตรวจสอบ ทั้งที่มาตรการทางการเมืองมีเป้าหมายจัดการผลจากการเลือกที่ไม่สุจริตก่อน
นายวัสยังอ้างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเลือก สว.ที่จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และร้อยเอ็ด ซึ่งศาลพิจารณาพยานแวดล้อมร่วมกับพยานดิจิทัล เช่น ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ คลิปเสียง ประวัติการโทรศัพท์ พิกัดเสาสัญญาณโทรศัพท์ และช่วงเวลาการโอนเงิน
แนวคำพิพากษาดังกล่าวสะท้อนว่า พฤติการณ์สมยอมแลกคะแนน จัดตั้งเครือข่าย สั่งลงคะแนน หรือเสนอให้ผลประโยชน์ อาจนำมาประกอบกันเพื่อวินิจฉัยว่าการเลือกไม่สุจริต โดยไม่จำเป็นต้องพบหลักฐานการจ่ายเงินในทุกกรณี
นายวัสจึงมองว่า การตัดตอนส่งศาลเพียง 77 ราย ทั้งที่สำนวนเดิมเสนอผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย อาจทำให้ผู้วางแผน ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุนบางส่วนไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล
นายวัส เตือนว่า หากภายหลังมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า การจำกัดผู้ถูกดำเนินคดีมีเจตนาช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการตรวจสอบ ผู้เกี่ยวข้องอาจถูกตรวจสอบฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมายว่าด้วย กกต. มาตรา 69
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายของนายวัส ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ากรรมการการเลือกตั้งกระทำความผิด โดยต้องติดตามเหตุผลฉบับเต็มของ กกต. และการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อไป







