posttoday
วัส ติงสมิตร ชี้คดีฮั้วสว. ต้องเปิดเนื้อหา ปกปิดตัวพยาน ไม่เหมาเป็นความลับ

วัส ติงสมิตร ชี้คดีฮั้วสว. ต้องเปิดเนื้อหา ปกปิดตัวพยาน ไม่เหมาเป็นความลับ

01 กันยายน 2569

วัส ติงสมิตร เสนอ กกต.-ดีเอสไอ แยกชั้นเอกสารคดีฮั้ว สว. เปิดเหตุผลใช้อำนาจรัฐ พร้อมคาดดำข้อมูลพยาน ย้ำประโยชน์สาธารณะต้องได้รับการคุ้มครอง

KEY

POINTS

  • นายวัส ติงสมิตร เสนอให้ กกต. และดีเอสไอเปิดเผยเนื้อหาในสำนวนคดีฮั้ว สว. เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องเหมาเป็นความลับทั้งหมด
  • ชี้ว่าการคุ้มครองพยานควรทำโดยการปกปิดข้อมูลที่ระบุตัวตน เช่น ชื่อ ที่อยู่ แต่ไม่ใช่การปิดบังเนื้อหาและเหตุผลในการใช้อำนาจของรัฐ
  • อ้างหลักกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่ว่า "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น" โดยเมื่อการไต่สวนสิ้นสุดลงแล้ว เหตุผลในการเก็บข้อมูลเป็นความลับก็ควรเปลี่ยนแปลงไป

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แยกประเภทเอกสารในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ก่อนพิจารณาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยย้ำว่า การคุ้มครองพยานต้องไม่ถูกใช้เป็นเหตุผลปกปิดเนื้อหาและการใช้อำนาจของรัฐทั้งหมด

 

 

นายวัสวิเคราะห์ว่า ข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. และหลักการเปิดเผยข้อมูลตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ต้องนำมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม

 

กฎหมาย กกต. กำหนดให้ข้อมูลจากการสืบสวนหรือไต่สวนเป็นความลับ เพื่อป้องกันการกดดันพยานและทำลายพยานหลักฐาน ขณะที่กฎหมายข้อมูลข่าวสารยึดหลัก “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้

 

ดังนั้น การปิดสำนวนทั้งหมดโดยไม่พิจารณาเนื้อหาเป็นรายส่วน อาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการพิจารณาสิ้นสุดลงแล้ว และการเปิดเผยเอกสารไม่เป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนหรือไต่สวนอีกต่อไป

 

นายวัสยกคำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาต่างประเทศ ความมั่นคง และการเมือง ที่ ตม 10/2567 เป็นแนวทางสำคัญ กรณีผู้ร้องขอคัดสำนวนการเลือกตั้งซึ่ง กกต. มีมติยกคำร้องแล้ว โดยเห็นว่า เมื่อคดีสิ้นสุด เหตุผลในการปกปิดข้อมูลย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

 

ผู้ร้องเรียนหรือผู้ได้รับผลกระทบยังถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งมีสิทธิรับทราบเหตุผลและพยานหลักฐานที่หน่วยงานใช้ประกอบคำสั่ง เพื่อให้สามารถโต้แย้งหรือใช้สิทธิทางกฎหมายได้ สำนวนไต่สวนจึงไม่ควรถูกกำหนดให้เป็นความลับตลอดไปโดยไม่พิจารณาเงื่อนไขด้านเวลาและสถานะของคดี

 

 

สำหรับแนวทางเปิดเผยข้อมูล นายวัสเสนอหลัก “เปิดเผยเท่าที่เปิดได้ ปกปิดเท่าที่จำเป็น” โดยแบ่งเอกสารเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ข้อมูลที่เปิดเผยได้ทันที ข้อมูลที่เปิดเผยได้หลังตัดทอนข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลที่ต้องปกปิดเฉพาะส่วนเพื่อคุ้มครองพยาน และข้อมูลที่ห้ามเปิดเผยตามกฎหมายเฉพาะหรืออาจกระทบความมั่นคงอย่างร้ายแรง

 

ข้อเท็จจริงกลาง เหตุผลในการรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐาน และหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาคำสั่ง ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่วนชื่อ ที่อยู่ ภาพถ่าย ลายมือชื่อ หมายเลขบัตรประชาชน และหมายเลขโทรศัพท์ของพยาน สามารถคาดดำหรือตัดทอนออกได้

 

ขณะที่ข้อมูลจากการดักรับหรือเข้าถึงการสื่อสารตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด แต่ไม่ควรนำข้อจำกัดดังกล่าวไปครอบคลุมเอกสารไต่สวนทั่วไป ภาพจากสถานที่สาธารณะ หรือเหตุผลทางกฎหมายที่หน่วยงานใช้ตัดสินคดี

 

นายวัสยังชี้ว่า กฎหมายกำหนดโทษผู้เปิดเผยข้อมูลลับโดยมิชอบไว้อย่างรุนแรง โดยกฎหมาย กกต. กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า หากผู้กระทำเป็นกรรมการ เลขาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ กกต.

 

ส่วนกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษกำหนดโทษผู้เปิดเผยข้อมูลจากการเข้าถึงการสื่อสาร จำคุกตั้งแต่ 3–5 ปี และเพิ่มโทษเป็น 3 เท่า หากผู้กระทำเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ หรือพนักงานอัยการ

 

มาตรการดังกล่าวสะท้อนว่า กฎหมายมุ่งเอาผิดผู้มีหน้าที่รักษาความลับซึ่งนำข้อมูลออกมาเปิดเผยโดยมิชอบ มากกว่าปิดกั้นสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกกรณี

 

นายวัสเห็นว่า คดีฮั้ว สว. เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่งผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติระดับชาติ จึงมีประโยชน์สาธารณะสูง กกต. และดีเอสไอต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยของพยานกับสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน

 

ทางออกที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมจึงควรเปิดเผยเนื้อหาเพื่อให้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พร้อมปกปิดข้อมูลที่ระบุตัวพยาน เพราะการรักษาความลับของพยานกับการรักษาความลับของการใช้อำนาจรัฐเป็นคนละเรื่อง และไม่ควรถูกนำมาใช้แทนกัน

 

แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

ข่าวล่าสุด

Salesforce จับมือ Anthropic เปิดตัว Claudeforce พลิกโฉม CRM

Salesforce จับมือ Anthropic เปิดตัว Claudeforce พลิกโฉม CRM