
ไขปมเลือกตั้งกทม.ทำไมมีสิทธิเลือกผู้ว่าฯแต่ไร้ชื่อเลือกส.ก.ในเขตกันแน่
หน้าคูหาวันเลือกตั้ง คนกรุงบางคนอาจได้บัตรเลือกผู้ว่าฯ แต่ไร้ชื่อเลือกส.ก.ในเขตปัจจุบัน ปริศนาไม่ได้อยู่ที่คูหา แต่อยู่ที่ทะเบียนบ้านและวันเวลาของคนย้ายเขต
KEY
POINTS
- สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ใช้เกณฑ์ระยะเวลาการมีชื่อในทะเบียนบ้านต่างกัน โดยผู้ว่าฯ นับรวมทั้งกรุงเทพฯ เป็นเขตเดียว (ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านใน กทม. ครบ 1 ปี) ส่วน ส.ก. นับเฉพาะในเขตเลือกตั้งนั้นๆ (ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตนั้นครบ 1 ปี)
- ประชาชนที่ย้ายทะเบียนบ้านข้ามเขตในกรุงเทพฯ ไม่ครบ 1 ปีก่อนวันเลือกตั้ง จะยังมีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม. แต่จะไม่มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. ในเขตที่อยู่ปัจจุบัน
- ผู้ที่ย้ายเขตไม่ครบ 1 ปี สามารถรักษาสิทธิเลือก ส.ก. ได้โดยการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อเพื่อกลับไปใช้สิทธิในเขตเลือกตั้งเดิม ซึ่งอาจทำให้ต้องไปลงคะแนนคนละหน่วยกับที่เลือกผู้ว่าฯ
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 อาจดูเหมือนเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งเดียวกัน แต่ในทางกฎหมาย “สิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม.” กับ “สิทธิเลือก ส.ก.” ไม่ได้ถูกนับด้วยหลักเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีประชาชนที่ย้ายทะเบียนบ้านข้ามเขตภายในกรุงเทพฯ ไม่ครบ 1 ปีก่อนวันเลือกตั้ง
ปมสำคัญอยู่ที่คำว่า “เขตเลือกตั้ง” และ “ระยะเวลาการมีชื่อในทะเบียนบ้าน” เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ถือทั้งกรุงเทพมหานครเป็นเขตเลือกตั้งเดียว ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในพื้นที่ กทม. ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง จึงมีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ ได้ แม้ภายในช่วงเวลาดังกล่าวจะย้ายจากเขตหนึ่งไปอีกเขตหนึ่งก็ตาม
ต่างจากการเลือกตั้ง ส.ก. ซึ่งแบ่งตามเขตเลือกตั้งทั้ง 50 เขต แต่ละเขตมี ส.ก. 1 คน ผู้มีสิทธิลงคะแนนจึงต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใน “เขตเลือกตั้งนั้น” ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง หากเพิ่งย้ายทะเบียนบ้านเข้าเขตใหม่ไม่ครบกำหนด แม้ยังเป็นคนกรุงเทพฯ และมีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม. ก็อาจไม่มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือก ส.ก. ในเขตใหม่
ภาพที่เห็นหน้าหน่วยเลือกตั้งจึงอาจเกิดขึ้นได้จริง ประชาชนบางรายได้รับบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สีเขียว แต่ไม่ได้รับบัตรเลือกตั้ง ส.ก. เพราะระบบสิทธิของทั้งสองประเภทไม่ได้ยึดฐานเดียวกันทั้งหมด หนึ่งใบเลือก “ผู้บริหารเมืองทั้งกรุงเทพฯ” อีกหนึ่งใบเลือก “ผู้แทนเขต” ที่ต้องผูกกับถิ่นทะเบียนบ้านตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างเช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตจตุจักรมานานเกิน 1 ปี ก่อนย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่เขตดินแดงได้เพียง 6 เดือน เมื่อตรวจสอบสิทธิในเขตดินแดง อาจพบว่าตนมีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม. เพราะนับรวมการอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เกิน 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีสิทธิเลือก ส.ก. เขตดินแดง เพราะยังมีชื่อในเขตนี้ไม่ครบ 1 ปีตามเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังเปิดช่องคุ้มครองสิทธิของผู้ย้ายเขตภายในกรุงเทพฯ ไม่ครบ 1 ปี โดยให้สามารถกลับไปใช้สิทธิเลือก ส.ก. ในเขตเดิมที่เคยมีชื่ออยู่ติดต่อกันครบเกณฑ์ได้ แต่ต้องยื่นคำร้อง “ขอเพิ่มชื่อ” ณ ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตเดิม ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 หรือไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง พร้อมหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ซึ่งมีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชน
หากดำเนินการทันกำหนด ผู้มีสิทธิจะต้องไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่หน่วยเลือกตั้งในเขตใหม่ตามทะเบียนบ้านปัจจุบัน และเดินทางไปใช้สิทธิเลือก ส.ก. ณ หน่วยเลือกตั้งในเขตเดิมที่ได้รับการเพิ่มชื่อไว้ นี่คือจุดที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจสับสน เพราะการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันเดียวกัน แต่สถานที่ใช้สิทธิของบัตรสองประเภทอาจไม่ใช่ที่เดียวกัน
อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัด คือเรื่อง “การเสียสิทธิทางการเมือง” หากผู้มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสองประเภท แต่ไม่ไปใช้สิทธิและไม่แจ้งเหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง เช่น การสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น การสมัครรับเลือกเป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงการดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางประเภท
แต่หากผู้ไปใช้สิทธิตามปกติแล้วพบว่าตนไม่มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือก ส.ก. เพราะย้ายเขตไม่ครบ 1 ปี และไม่ได้ยื่นขอเพิ่มชื่อที่เขตเดิม กรณีนี้ไม่ใช่การละเลยไม่ไปใช้สิทธิในส่วนที่ตนมีชื่ออยู่ หากใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม. ตามสิทธิที่มีแล้ว ย่อมไม่เข้าข่ายการนิ่งเฉยไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก. ที่ตนไม่มีชื่อ
บทเรียนจากปมนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของทะเบียนบ้าน แต่คือความสำคัญของการตรวจสอบสิทธิก่อนเข้าคูหา เพราะสิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นผูกโยงกับพื้นที่อย่างละเอียดกว่าที่หลายคนเข้าใจ การย้ายบ้านเพียงไม่กี่เดือนอาจไม่กระทบสิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม. แต่ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิเลือก ส.ก. ซึ่งเป็นผู้แทนระดับเขต
สุดท้าย คูหาเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงสถานที่หย่อนบัตร แต่เป็นจุดตัดระหว่างสิทธิ หน้าที่ และความเข้าใจของประชาชนในระบบท้องถิ่น ยิ่งผู้มีสิทธิรู้กติกาเร็วเท่าไร เสียงของคนกรุงก็ยิ่งไม่ตกหล่นง่ายเท่านั้น เพราะหนึ่งเสียงที่หายไป อาจไม่ใช่เพราะประชาชนไม่อยากเลือก แต่อาจเพราะไม่รู้ว่าสิทธิของตนถูกนับจาก “บ้านหลังไหน” และ “วันไหน” ตั้งแต่ต้น







