
"วัส ติงสมิตร" ชี้ คดีศุภชัยรุกที่ดินรัฐ บทเรียนปราบนักการเมืองทุจริต
"วัส ติงสมิตร" นักวิชาการอิสระ ชี้ คดีศาลฎีกาตัดสิทธิการเมืองศุภชัย โพธิ์สุ ตลอดชีวิตฐานรุกที่ดินรัฐ 220 ไร่ เป็นบทเรียนใหญ่ปราบทุจริตเชิงจริยธรรม
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ คมจ.3/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย จากกรณีการครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 40 แปลง เนื้อที่ประมาณ 220 ไร่ มูลค่ากว่า 6,600,000 บาท
นายวัส ได้สะท้อนมุมมองเชิงกฎหมายมหาชนว่า คดีนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญและเป็นหมุดหมายใหม่ของการเมืองไทย เนื่องจากศาลได้ขยายขอบเขตของการตีความเรื่อง "ภาวะขัดกันแห่งผลประโยชน์" (Conflict of Interest) ให้กว้างขึ้น ชี้ให้เห็นว่าแม้นักการเมืองจะไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งไปแทรกแซงหรือข่มขู่โดยตรง แต่เพียงแค่มีสถานะเป็นผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วยังคงถือครองหรือยึดเอาทรัพยากรของรัฐที่จัดสรรไว้สำหรับเกษตรกรและประชาชนผู้ยากไร้มาเป็นของตนเอง ก็ถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างชัดเจนแล้ว
นายวัส ยังระบุด้วยว่า คำพิพากษานี้เป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญต่อนักการเมืองในอนาคต ว่าคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่กรณีการครอบครองที่ดินรัฐ แต่อาจครอบคลุมไปถึงการยึดถือ ครอบครอง หรือการเข้าใช้ประโยชน์จากสัมปทาน ตลอดจนผลประโยชน์รูปแบบอื่น ๆ ของรัฐด้วยเช่นกัน
คดีประวัติศาสตร์นี้ มีจุดเริ่มต้นจากการที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่า นายศุภชัย ยึดถือครอบครองที่ดินในใบจอง (น.ส. 2) ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรสำหรับคนจน
ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าการซื้อขายสิทธิที่ดินดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอน นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
การกระทำในดคีนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พุทธศักราช 2561 ในข้อ 7 ข้อ 17 และข้อ 27 ส่วนข้อต่อสู้ที่อ้างว่าครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ก่อนดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น
ศาลวินิจฉัยว่าปัญหามิได้อยู่ที่อดีต แต่อยู่ที่พฤติกรรมในปัจจุบันที่ยังคงถือครองผลประโยชน์อันมิชอบไว้ในขณะเป็นผู้ใช้อำนาจสาธารณะ
การยื่นสละสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน 39 แปลง ในภายหลัง ก็ไม่สามารถนำมาล้างความผิดได้ เนื่องจากกระทำหลังจากที่ ป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้ว
แหล่งที่มา เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร







