posttoday
ศาลยกฟ้องคดีอดีตปลัดภูเก็ต วางบรรทัดฐานสกัดฟ้องปิดปาก

ศาลยกฟ้องคดีอดีตปลัดภูเก็ต วางบรรทัดฐานสกัดฟ้องปิดปาก

01 สิงหาคม 2569

ศาลอาญายกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง คดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตฟ้องกลับผู้ร้องเรียน ชี้เข้าข่ายใช้สิทธิไม่สุจริตตามมาตรา 161/1 สะท้อนบทบาทศาลในการคัดกรองคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) และคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชน

KEY

POINTS

  • ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องคดีที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตฟ้องกลับเจ้าของที่ดิน โดยวินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริตและมีลักษณะเป็นการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP)
  • การยกฟ้องดังกล่าวอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งให้อำนาจศาลคัดกรองและยกฟ้องคดีที่มุ่งสร้างภาระหรือกดดันคู่ความได้ตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง
  • คำพิพากษานี้ถูกมองว่าเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะร้องเรียนหรือตรวจสอบประเด็นสาธารณะโดยไม่ต้องกลัวการถูกดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้ง

ศาลอาญามีคำพิพากษาที่น่าจับตาเกี่ยวกับการใช้กลไกป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) โดยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 มีคำสั่งยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง ในคดีที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตยื่นฟ้องเจ้าของที่ดินรายหนึ่งในข้อหาแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท หลังอีกฝ่ายเคยร้องทุกข์กล่าวหาว่ามีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการแก้ไขเอกสารสิทธิที่ดิน

 

คดีดังกล่าวเริ่มจากการที่เจ้าของที่ดินเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยกล่าวอ้างว่าอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตพยายามเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ ก่อนที่อดีตปลัดจะฟ้องกลับในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาคำฟ้องและพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วเห็นว่า มีข้อพิรุธเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิดของโจทก์ แม้จะอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงิน แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอมาสนับสนุน อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ภาพรวมของคดีแล้ว เห็นว่าการดำเนินคดีมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต เพื่อสร้างภาระหรือกดดันผู้ร้องเรียน มากกว่าการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย

 

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงมีคำสั่งยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งให้อำนาจศาลคัดกรองคดีที่เห็นว่าการฟ้องเป็นไปโดยไม่สุจริต หรือเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมในลักษณะก่อความเดือดร้อนแก่จำเลยโดยไม่สมควร

นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอดีตผู้พิพากษา แสดงความคิดเห็นว่า คำพิพากษานี้ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการนำแนวคิด Anti-SLAPP หรือการป้องกันคดีฟ้องปิดปากมาใช้เป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้การฟ้องร้องกลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็นสาธารณะ

 

สาระสำคัญของมาตรา 161/1 ประกอบกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 เปิดช่องให้ศาลสามารถยกฟ้องได้ตั้งแต่ต้น หากพบว่าคดีมีลักษณะ เช่น การฟ้องเพื่อก่อกวนหรือข่มขู่ การใช้คดีเป็นเครื่องมือกดดันให้คู่กรณีกระทำหรือไม่กระทำการโดยมิชอบ หรือการจงใจปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อศาล

 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และหลายประเทศในยุโรป ที่มีกฎหมายหรือมาตรการพิเศษสำหรับยุติคดีฟ้องปิดปากตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การร้องเรียน และการเปิดโปงการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ

 

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เป็นความจริง หรือยืนยันว่าจำเลยถูกต้องในทุกประเด็น หากแต่เป็นการวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นว่าการนำคดีมาฟ้องในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต จึงไม่ควรปล่อยให้จำเลยต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีโดยไม่จำเป็น

 

คำสั่งของศาลอาญาครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ตอกย้ำบทบาทของศาลในการคัดกรองคดีฟ้องปิดปาก และสร้างหลักประกันให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิร้องเรียนหรือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีเพื่อสร้างแรงกดดันโดยปราศจากเหตุอันสมควร

แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : เพจเฟซบุ๊กวัส ติงสมิตร

ข่าวล่าสุด

ชวนเที่ยวงานนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ ดัน Soft Power ไทยผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

ชวนเที่ยวงานนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ ดัน Soft Power ไทยผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย