
พิชัยเตือนรัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านให้คุ้มค่า จี้ลดค่าไฟจริงใจไม่เอื้อนายทุน
พิชัย นริพทะพันธุ์ เตือนรัฐบาลใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ย้ำบทเรียนในอดีตสูญเปล่า พร้อมจี้เร่งปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้าลดลงจริง
KEY
POINTS
- นายพิชัยเตือนรัฐบาลให้ใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยความล้มเหลวของโครงการเงินกู้ในอดีต
- เรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดค่าไฟฟ้าอย่างจริงใจ โดยต้องเป็นการลดราคาสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ ไม่ใช่การลดให้เฉพาะกลุ่มเล็กแล้วผลักภาระ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การออกพระราชกำหนด (พ.รก.) กู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลในครั้งนี้ จะต้องนำไปใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลงานที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเปล่าเหมือนการกู้เงินในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งหลายโครงการประสบความล้มเหลวและไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งปรับโครงสร้างพลังงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักและไม่เกรงใจกลุ่มนายทุน โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าจะต้องปรับลดลงอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้วิธีการลดราคาให้เฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนน้อยไม่เกิน 200 หน่วย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการใช้ไฟเพียงร้อยละ 15 ถึง 20 แล้วโยกภาระค่าใช้จ่ายไปเพิ่มเก็บจากกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ถึง 85 เพราะวิธีการดังกล่าวจะทำให้ภาพรวมของค่าไฟฟ้าทั้งระบบสูงขึ้นอย่างมาก การปรับโครงสร้างพลังงานที่ถูกต้องจึงต้องมีแผนงานที่ชัดเจนและทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประวัติศาสตร์การออก พ.รก. กู้เงินในอดีตที่นายพิชัยระบุว่าล้มเหลวนั้น ประกอบด้วย โครงการเงินกู้มิยาซาว่าจำนวน 53,000 ล้านบาท ในปี 2541 และ พ.รก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ภายใต้นโยบายไทยเข้มแข็ง ในปี 2553 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกู้เงินทั้งหมด 800,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลในขณะนั้นต้องยกเลิกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้อีก 400,000 ล้านบาทที่เหลือเนื่องจากปัญหาความไม่โปร่งใส จนส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554
รวมถึง พ.รก. เงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโรคโควิด-19 จำนวน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวน 400,000 ล้านบาทรวมอยู่ด้วย แต่ผลลัพธ์กลับทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตต่ำและไม่คุ้มค่ากับเงินกู้จำนวนมากที่เสียไป
ทั้งนี้ นายพิชัยระบุว่าตนได้ทำการทักท้วงและแสดงความกังวลต่อการกู้เงินในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้จากบันทึกข้อมูลดิจิทัล (Digital Footprint)







