
ส่องโปรไฟล์ "ดร.โจ" จากเด็กตลาดพลูสู่แคนดิเดตผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน
ส่องโปรไฟล์ "ดร.โจ ชัยวัฒน์" อดีตผู้เชี่ยวชาญแบงก์ชาติลงชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯกทม." ในนามพรรคประชาชน มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านเทคโนโลยีและนโยบายเน้นความสะดวก
จากเด็กตลาดพลูสู่แคนดิเดตเบอร์หนึ่งพรรคส้ม
ศึกชิงผู้ว่าฯกทม. เริ่มคึกคัก โดยพรรคที่ถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆอย่างพรรคประชาชนได้ประกาศส่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ "ดร.โจ" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคด้านการต่างประเทศ เข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ
การก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ ดร.โจ มาพร้อมกับปูมหลังที่รวมเอาความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การเงิน และยุทธศาสตร์ระดับนานาชาติเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ
เส้นทางจากวิศวกรคอมพิวเตอร์สู่ธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อมูลจากประวัติส่วนตัวระบุว่า ดร.โจ เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เติบโตในย่านตลาดพลู เขตธนบุรี เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนจะคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกด้านวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จาก Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST) ประเทศญี่ปุ่น
ประสบการณ์ทำงานของเขาเริ่มต้นจากการเป็นวิศวกรในบริษัทระดับโลก และก้าวขึ้นเป็นนักวิจัยอาวุโสที่ NEC Corporation ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะกลับมาทำงานที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นานถึง 10 ปี โดยดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร และยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่ Bank for International Settlements (BIS) หรือธนาคารกลางแห่งธนาคารกลางทั่วโลก
เปิด 4 ฉากทัศน์นโยบาย "กรุงเทพง่ายๆ"
ภายใต้แคมเปญการหาเสียง ดร.โจ นำเสนอแนวคิด "กรุงเทพง่ายๆ" เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนในการใช้ชีวิตของคนกรุงผ่าน 4 มิติหลัก
1.เลี้ยงครอบครัวง่าย: ยกระดับศูนย์เด็กเล็กและระบบดูแลผู้สูงวัย
2.ค้าขายง่าย: ขจัดส่วยและระบบเส้นสาย ส่งเสริมอาชีพให้คนตกงาน
3.เดินทางง่าย: พัฒนาทางเท้าและระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อกัน
4.ใช้ชีวิตง่าย: สร้างเมืองที่ปลอดภัยและเข้าถึงสวัสดิการได้สะดวกด้วยเทคโนโลยี
การลงสนามชิงผู้ว่ากทม.ของ ดร.โจ ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการนำเสนอทางเลือกใหม่ที่เน้นการใช้ข้อมูล (Data-driven) และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามแนวทางของพรรคประชาชน เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่มีธรรมาภิบาลและความเท่าเทียม







