
จากไทรโยคถึงกรุงเทพฯ! วัณโรคดื้อยา ภาระงบรัฐ และรอยรั่วสาธารณสุขชายแดน
รายงานพิเศษ จากไทรโยคถึงกรุงเทพฯ ทำไม "วัณโรคดื้อยา" กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาของระบบสาธารณสุขไทย
KEY
POINTS
- เรื่องราว ปัญหาวัณโรคดื้อยา ที่สร้างความกังวลแก่บุคลากรสาธารณสุขชายแดน เนื่องจากอุปสรรคในการคัดกรองและการกินยาไม่ต่อเนื่องจนครบกำหนดยังเป็นปัจจัยสำคัญ
- เชื้อวัณโรคดื้อยาส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้นมหาศาล จากหลักพันบาทเป็นหลักแสนถึงล้านบาทต่อราย กลายเป็นภาระหนักต่องบประมาณสาธารณสุขของประเทศ
- นอกจากนี้ ระบบสาธารณสุขชายแดน ยังมีช่องโหว่จากการลดลงของเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศด้วย
กลางป่าทึบและหุบเขาของอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ชิดชายแดนไทย-เมียนมา
ธีรกิช เหลืองทอง นักสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอไทรโยค
กล่าวถึงปัญหาที่ “คนในเมือง” อาจไม่คิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ชายแดน จะมีผลต่อตนเองได้
“วัณโรค”
ก่อนที่จะอธิบายสถานการณ์ และภาพรวม โพสต์ทูเดย์ อยากจะฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่า การเดินทางของแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ “ตามความเป็นจริง” คือการเดินทางข้ามชายแดนธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูง ซึ่งการจะตั้งด่านมาตรฐานเพื่อควบคุมการเข้า-ออก ทำได้ยากมาก
กลุ่มแรงงานต่างด้าวจึงมีการเข้า-ออกอยู่เสมอ (ทั้งที่มีบัตรและไม่มี)
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความมั่นคง” เท่านั้นที่ประเทศไทยควรจะนึกถึง
แต่ปัญหา “สาธารณสุข” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยได้รับผลกระทบเต็มๆ!
อย่างไร?
"มาตรการวัณโรคปกติเนี่ย ถ้าเป็นคนไทยไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็คือเป็นต่างด้าว เป็นชาติพันธุ์ กลุ่มแรงงานต่างด้าวนะครับ ณ วันนี้ บางคนเป็นวัณโรคมันไม่มีแสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ผ่านไปนานแล้ว และมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อได้"
จากผลการศึกษาในจังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่บนแนวชายแดนไทย-เมียนมาเช่นกันกับกาญจนบุรี พบว่าผู้ป่วยวัณโรคกว่า 65% เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่เมียนมามีอัตราวัณโรคสูงกว่าไทยถึง 3–4 เท่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ส่งผลให้ชายแดนกลายเป็นจุดแพร่ระบาดที่ควบคุมได้ยาก
ธีรกิชอธิบายพฤติกรรมของคนในแถบชายแดนให้เราฟังว่า
"ชาวบ้านเขาไม่เหมือนบ้านเราที่มีกับข้าวหลายอย่าง ที่นี่กับข้าวอย่างเดียว กินมือ จกข้าวเหนียว" ก่อนจะเสริมว่าพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลทำให้การติดต่อรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ช่องว่างระหว่างนโยบายกับความเป็นจริง
โพสต์ทูเดย์ ได้ใช้โอกาสที่ บ้านปู ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดค่าย Power Green Camp รุ่นที่ 21 ภายใต้แนวคิด One Health The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ ซึ่งได้พาลงพื้นที่ชายแดนอย่างอ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
พบกับ “ธีรกิช”
One Health หรือ สุขภาพหนึ่งเดียว นั้นหมายถึง แนวคิดเชิงบูรณาการที่มองว่า สุขภาพของคน, สภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม มีความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้
และอาจสามารถนำมาประยุกต์ในกรณีนี้ที่ว่า “สุขภาพของคนชายแดน” ก็เป็นหนึ่งเดียวกับ “สุขภาพของคนในเมือง” ได้เช่นกัน
ประจวบกับการที่ กระทรวงสาธารณสุขมีการประกาศแผนปฏิบัติการยุติวัณโรคในไทยอย่างแข็งขัน .. จนนำไปสู่ข้อสงสัยว่า สถานการณ์วัณโรคไทยรุนแรงแค่ไหนกันแน่?
ก่อนอื่น กระทรวงสาธารณสุขประกาศแผนปฏิบัติการยุติวัณโรคระยะที่ 2 (ปี 2566–2570) โดยตั้งเป้าลดอัตราป่วยจาก 143 ต่อแสนประชากรในปี 2564 เหลือ 89 ต่อแสนภายในปี 2570 และกำจัดวัณโรคให้สิ้นสุดในปี 2578 ตามยุทธศาสตร์ End TB ขององค์การอนามัยโลก
ในงานประชุมวัณโรคแห่งชาติ 2568 ซึ่งจัดขึ้นในวาระวันวัณโรคโลก อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ย้ำเป้าหมาย "ลดการเสียชีวิต 95% และลดผู้ป่วยรายใหม่ 90% ภายในปี 2578" และเรียกร้องให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละครั้ง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังยืนยันว่ายาวัณโรคยังคงให้บริการฟรีแก่ผู้ป่วยทุกสัญชาติ!
แต่บนพื้นที่จริง “ธีรกิช” อธิบายถึงปัญหาที่แก้ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น!
โดยฉายภาพให้เห็นว่า การคัดกรองด้วยรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ถูกจำกัดด้วยตาราง แม้จะตั้งจุดแล้ว แรงงานหลายคนก็ไม่มา เพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ
หากตรวจพบจากฟิล์มเอกซเรย์ ขั้นตอนถัดมาสำหรับพื้นที่ไทรโยค คือ การเก็บเสมหะ 3 วันติดต่อกันในช่วงเช้า เพื่อส่องกล้องจุลทรรศน์ยืนยันเชื้อ ซึ่งสำหรับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเวลาและอุปสรรคด้านภาษา มันคือช่องโหว่ที่สำคัญ
"สมมติว่าเรามีเป้าหมาย 400 คน ต่อให้มา 500–600 คนเราก็ตรวจให้ .. รถเอกซ์เรย์คันหนึ่งสมมติว่าเช่ามา 5,000–10,000 ต่อวัน จะกี่คนก็ราคานี้ ยิ่งมาเยอะยิ่งถูกลงเมื่อหารรายหัว นี่คือข้อดี แต่ปัญหาคือคนไม่มา ต่างด้าวที่เขาไม่มา เพราะปัญหาเรื่องทำกิน ณ วันนี้เขายังต้องทำงาน หาเงิน”
กระบวนการหลังจากเอกซเรย์ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกสำหรับพื้นที่ไทรโยค หากฟิล์มเข้าข่าย จะต้องเก็บเสมหะ 3 วันติดต่อกันในช่วงเช้าหลังตื่นนอน เพื่อส่องกล้องจุลทรรศน์ยืนยันเชื้อ ธีรกิชอธิบายว่า สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ต้องมาส่งตัวอย่างที่อนามัยถึง 3 วันติดต่อกัน อุปสรรคยิ่งทวีคูณ ทั้งปัญหาด้านภาษา ลืมบ้าง และ
“ความเข้าใจผิดระหว่างเสลดกับน้ำลาย” ล้วนทำให้ตัวอย่างที่ได้ใช้การไม่ได้
นอกจากนี้ยังมี กลุ่มที่ตกหล่นโดยสิ้นเชิง เขาอธิบายถึงคนไม่มีบัตรที่มาโรงพยาบาลไม่ได้
"บางคนไม่มีบัตร เป็นเคสไร้รอยต่อไม่ได้แจ้งเกิด หรือข้ามมาจากฝั่งโน้น"
แม้ รพ.สต. จะให้บริการเอกซเรย์แม้ไม่มีบัตร แต่เมื่อต้องรักษาต่อ ภาระค่าใช้จ่ายยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแก้ไขปัญหา
เชื้อดื้อยา ระเบิดเวลาที่ไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพแต่คือ ‘ภาระงบประมาณ’
ปัญหาที่ธีรกิชกังวลมากที่สุดไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น
“ ส่วนใหญ่จะพบว่าลืมกินยาบ้าง หรือพอกินไปแล้วดีขึ้น ก็ไม่ได้กินต่อเนื่องจนครบระยะ ส่งผลให้กลายเป็นเชื้อดื้อยา … หมายความว่าตรวจตัวเสมหะเจอไหม ไม่เจอหรอก เพราะปริมาณเชื้อมันน้อย แต่เชื้อมันยังมี เพราะเขากินไม่ต่อเนื่อง พอรอบสองกลับมารักษา ก็จะดื้อยา"
วัณโรคดื้อยา (MDR-TB) ซึ่งเกิดจากการกินยาไม่ครบ ทำให้เชื้อที่ดื้อยาบางส่วนรอดอยู่และเพิ่มจำนวน จนยาที่เคยใช้รักษาไม่ได้ผล
สำหรับประเทศไทย WHO จัดให้ไทยยังเป็นประเทศที่มีภาระวัณโรคสูง และแผนปฏิบัติการยุติวัณโรคของไทยระบุว่า ในปี 2565 ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา MDR/RR-TB รายใหม่ คิดเป็นประมาณ 1.7% ของผู้ป่วยรายใหม่ และ 9.8% ในกลุ่มผู้ป่วยที่เคยรักษามาก่อน
ธีรกิชอธิบายเพิ่มเติม ถึงกลไกการดื้อยาอย่างละเอียดว่า
“การกินยาวัณโรค ช่วงระยะแพร่เชื้อ และเป็นระยะยาเข้มข้น กินแค่ 2 เดือน หลังจากนั้นอีก 4 เดือนเหมือนฆ่าเชื้อที่เหลืออยู่ ไม่ให้มีเชื้อแฝง แต่คนส่วนใหญ่กินยาวัณโรคมาประมาณเดือนเดียว ดีขึ้น พอไม่ต่อ เชื้อมันก็ไม่หมด" โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าว หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มักกินยาไม่ต่อเนื่อง
ผลไม่ได้อยู่แค่ที่การกลายพันธุ์ของเชื้อดื้อยา
ความแตกต่างทางต้นทุนการรักษาคือตัวเลขที่น่าตกใจ และคือเหตุผลว่า “ทำไมเชื้อวัณโรคดื้อยาในชายแดน ถึงอาจส่งผลสั่นสะเทือนถึงคนในเมืองได้"
จากการสำรวจภาระต้นทุนวัณโรคครั้งแรกของไทยซึ่งตีพิมพ์ใน PLOS ONE (2567) พบว่าครัวเรือนที่มีผู้ป่วย MDR-TB ( วัณโรคดื้อยา) ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในขั้นวิกฤต คือเกิน 20% ของรายได้ทั้งปี สูงถึง 61.1% เทียบกับ 29.5% ของผู้ป่วยวัณโรคทั่วไป
นอกจากนี้ธีรกิชยังเล่าให้ฟังว่า
“ราคาต้นทุนในการรักษาวัณโรคปกติ ประมาณ 6,000–8,000 บาท แต่ถ้าดื้อยา 1 ขนาน จะกลายเป็น 100,000 บาท แต่ถ้าดื้อยาหลายขนาน รักษา กินยาต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายจะกลายเป็นหลักล้าน”
ธีรกิจยอมรับว่า ในพื้นที่ๆ เขาดูแลอยู่นี้แต่เดิมไม่พบผู้ป่วยที่มีเชื้อดื้อยาเลย แต่ปัจจุบันเริ่มมี ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล
และหากผู้ติดเชื้อรายใหม่ติดเชื้อ “วัณโรคดื้อยา” ไปแล้ว ก็เท่ากับว่าการระบาดรุ่นต่อไปจะเป็นรุ่นที่ดื้อยาตั้งแต่ต้น!
สรุปคือ คอร์สการรักษาที่ภาระของงบสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว!
เงินอุดหนุนหายไป
ธีรกิชเล่าถึงภาระค่าใช้จ่ายว่า ในส่วนของยาวัณโรคนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขให้ฟรี สามารถเบิกไปได้ ... ส่วนแรงงานต่างด้าวจะมีกระบวนการเช่น
- ซื้อบัตรประกันสุขภาพ ซึ่งปกติทางกระทรวงสาธารณสุขจะมีการขายบัตรประกันสุขภาพให้ต่างด้าว คนละประมาณ 2,700 บาทต่อปี
- ต่างด้าวที่ทำงานและมีนายจ้าง จะใช้สิทธิประกันสังคม
- คนที่ไม่มีสิทธิอะไรเลย จะต้องจ่ายเอง
ธีรกิชยอมรับว่า
“สุดท้ายถ้าคนเหล่านี้ไม่มีจริงๆ หมอก็ต้องดึงจากกองทุน หรือมูลนิธิที่สนับสนุนมาช่วย ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีเยอะ เมื่อก่อนมี NGO ที่ขายบัตรประกันสุขภาพ แต่ตอนนี้ลดหายลงไป มูลนิธิที่เคยสนับสนุนใช้เงินผ่านองค์กรระหว่างประเทศ ก็ลดน้อยลง”
"เมื่อก่อนที่ไทรโยค บ้องตี้เคยมีองค์กรเอกชนที่ทำเรื่องวัณโรคเข้ามา ดีมากเลยนะ เขาบูรณาการเรา สมมติว่าเราเอกซเรย์มา เราคัดกรองเจอ มูลนิธิจะเข้ามาช่วยเก็บเสมหะให้เรา ส่งตรวจให้เรา ไปตรวจ เขาก็จะมีคนมาดูแล แต่ว่าเป็นองค์กรระหว่างประเทศ เป็น NGO ก็ต้องได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ" เขากล่าว
....
ในช่วงปี 2558–2567 สหรัฐอเมริกาผ่าน USAID และ Global Fund เป็นแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศสำหรับโครงการวัณโรคทั่วโลกถึงประมาณ 50% ด้วยงบประมาณทวิภาคีปีละราว 200–250 ล้านดอลลาร์
แต่ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2568 รัฐบาลทรัมป์ได้ออกคำสั่งระงับความช่วยเหลือต่างประเทศโดยอ้างว่า "ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์อเมริกัน" และต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2569 สื่อ CNN รายงานแผนการโอนงบสาธารณสุขโลกกว่า 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อชำระค่าใช้จ่ายในการปิด USAID ทำให้โครงการโรคมาลาเรีย วัณโรค สุขภาพมารดาและเด็ก ตกอยู่ในความเสี่ยง
การประเมินของ WHO ระบุว่า หากการตัดงบดำเนินต่อไปในระดับปานกลาง ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูง 26 ประเทศทั่วโลกอาจเผชิญผู้ป่วยใหม่เพิ่มอีก 1.66 ล้านคน และการเสียชีวิตเพิ่ม 268,600 รายระหว่างปี 2568–2573 ในกรณีเลวร้ายที่สุดตัวเลขอาจทะยานสู่ผู้ป่วยเพิ่ม 10.67 ล้านคนและเสียชีวิตเพิ่ม 2.24 ล้านราย
แม้ไทยจะไม่อยู่ในรายชื่อประเทศรับทุน USAID โดยตรง แต่เส้นทางผลกระทบมีจริง เงินที่ไหลผ่าน Global Fund และ NGO ระหว่างประเทศที่ทำงานในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา กำลังลดลงพร้อมกัน ขณะที่เมียนมา ต้นทางของแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ในกาญจนบุรี มีอัตราวัณโรคสูงถึง 480–500 ต่อแสนประชากร และมี MDR-TB (วัณโรคดื้อยา) ในผู้ป่วยรายใหม่ 5% กับผู้ป่วยรักษาซ้ำ 27%
ระบบรองรับไหวหรือไม่?
สำหรับพื้นที่ไทรโยค ธีรกิชเล่าว่า เมื่อถ่ายโอน รพ.สต. ไปสังกัด อบจ. แล้ว รพ.สต. ในพื้นที่ไทรโยคต้องจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์เอง งบที่ได้รับมา จะมาตามหัวประชากรไทยที่ขึ้นทะเบียน แต่ผู้มารับบริการจริงมีทั้งคนไทยและต่างด้าวในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ธีรกิชประเมินว่า
"คนไทยที่นี่กับต่างด้าวมีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง และผู้ป่วยเยอะกว่าอนามัยอื่น เพราะต่างด้าวไม่ไปรักษาที่อื่น ”
ผู้ป่วยต่างด้าวที่มีบัตรประกันสุขภาพ หรือประกันสังคมจากนายจ้างยังพอรับมือได้ แต่ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ต้องชำระเงินสดหรือพึ่งกองทุนฉุกเฉินที่มีอยู่อย่างจำกัด ปัญหายังลงถึงระดับเด็กนักเรียนที่ไม่มีบัตร ซึ่งค่าประกันสุขภาพเด็ก 365 บาทต่อปี ฟังดูก็ราคาถูก แต่ในชุมชนที่มีเงินสด 100 บาทอยู่ได้เดือนหนึ่ง ก็ถือว่า "เกินเอื้อม"
"2,700 เยอะนะ ที่นี่เขามีเงิน 100 บาทเขาอยู่ได้เดือนหนึ่ง เด็กนักเรียนที่ไม่มีบัตร ปกติก็จะซื้อบัตร ปีละ 365 บาทอะ แต่บางทีเขายังไม่มีเลย .. ผมเห็นบ่อยภาระนี้จะตกไปที่คุณครู ถ้าเกิดเหตุคุณครูพาไปอนามัย เขาก็เรียกเก็บจากคนพาไป แม้บางอย่างจะฟรีได้ แต่บางอย่างก็ฟรีไม่ได้"
ธีรกิชฉายพูดอย่างชัดเจนว่า หากองค์กรเหล่านี้ออกไป ปัญหาภาระงบประมาณจะตกอยู่กับพื้นที่
ยกตัวอย่างเช่นโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคระบาดสำคัญในพื้นที่เช่นกัน
"ล่าสุดที่นี่มีมาลาเรีย องค์กรที่ดูแลอย่างมาลาเรียรักษ์ไทย ไม่รู้จะได้ต่อรึเปล่า ปีนี้ถ้าหมดก็คือหมดละ ละคราวนี้ก็จะเป็นปัญหาของพื้นที่"
….
สถานการณ์วัณโรคของไทยนั้น แนวโน้มอัตราป่วยของไทยลดลงอย่างช้า ๆ จากราว 157,000 รายในปี 2545 เหลือ 104,000 รายในปี 2567 แต่ยังห่างไกลจากเป้า 89 ต่อแสนในปี 2570 และยังเป็นความท้าทายสำคัญต่อเป้าหมายยุติวัณโรคของไทย หากพื้นที่ชายแดนยังเผชิญข้อจำกัดเช่นนี้
"ในกรุงเทพฯ มันไม่มีคนรู้เลยอะว่าเชื้อดื้อยาวัณโรคมันก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจแบบมหาศาล"
ประโยคสุดท้ายที่ธีรกิชกล่าวทิ้งไว้นั้นไม่ใช่แค่คำถามทั่วไป แต่คือคำถามที่ทำให้เห็นว่า ระบบสาธารณสุขชายแดนส่งผลต่อคนในเมืองได้จริง
ในเมื่อต้นทุนที่แท้จริงของการปล่อยให้วัณโรคดื้อยาลุกลามนั้นสูงมากกว่าที่คิด!
อ้างอิง
• WHO Global Tuberculosis Report 2025 South-East Asia Regional Update (18 พฤศจิกายน 2568)
• กระทรวงสาธารณสุข แผนปฏิบัติการยุติวัณโรคแห่งชาติ ระยะที่ 2 (2566–2570) / End TB Strategy ปี 2578
• งานประชุมวัณโรคแห่งชาติ 2568 "Join together and move forwards – Ending TB: 2025" (กรมควบคุมโรค)
• WHO (5 มีนาคม 2568). Funding cuts to tuberculosis programmes endanger millions of lives.
• CNN (7 พฤษภาคม 2569). Trump admin plans to divert $2 billion in health funding to pay for USAID closure.







