“พิชัย” ชี้ส่งออกปี68 โต 12.93% ตามคาด ย้ำ FTA หนุนลงทุนพุ่ง
อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุการส่งออกปี 2568 ขยายตัว 12.93% สวนทางคำสบประมาท ชี้แรงหนุนจาก FTA ไทย–EFTA และการลงทุนพุ่ง ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อ 11 ภารกิจพาณิชย์
KEY
POINTS
- นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เผยตัวเลขการส่งออกไทยปี 2568 ขยายตัว 12.93% ซึ่งเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตในระดับสองหลัก
- ปัจจัยสำคัญที่หนุนการเติบโตมาจากการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศ EFTA ได้สำเร็จ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนให้พุ่งสูงขึ้น
- ผลจาก FTA ทำให้การส่งออกไปยังกลุ่ม EFTA โตถึง 78.66% และยอดขอส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกสูงกว่ายอดรวมทั้งปี 2567
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกไทยเดือนธันวาคมขยายตัวสูงถึง 16.8% หลังจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนขยายตัวเพียง 5.7% และ 7.1% ตามลำดับ ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.93% เป็นไปตามที่ตนเคยประเมินไว้ตั้งแต่กลางปีว่า การส่งออกปี 2568 จะเติบโตในระดับสองหลัก
นายพิชัยระบุว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้าน นักวิชาการ และสื่อบางส่วนไม่เชื่อ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าการส่งออกที่ขยายตัวเป็นเพียงผลจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยง “ภาษีทรัมป์” และจะกลับมาติดลบในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วว่าไม่เป็นความจริง แม้การเจรจาภาษีทรัมป์จะสิ้นสุดตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม แต่การส่งออกเดือนกันยายนยังขยายตัวสูงถึง 19% และขยายตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี
ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐมนตรีพาณิชย์คนใหม่เข้ารับตำแหน่งและประเมินว่าการส่งออกปี 2568 จะขยายตัวเพียง 6–7% ตนได้ออกมาโต้แย้งทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแนวโน้มการส่งออกในปีดังกล่าวมีแรงส่งสูงกว่านั้นมาก
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างโดดเด่น มาจากความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย หลังไทยสามารถสรุปการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศ EFTA ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์ ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 และลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ซึ่งถือเป็น FTA ฉบับแรกของไทยในทวีปยุโรปในรอบหลายสิบปี
ความคืบหน้าดังกล่าวส่งผลให้การค้าและการลงทุนขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เสมือนประเทศไทยกลับเข้าสู่ “แผนที่เศรษฐกิจโลก” อีกครั้ง พร้อมสร้างความคาดหวังว่าไทยจะสามารถเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และประเทศอื่น ๆ ได้ต่อเนื่อง โดยตนเคยหารือกับนาย Maroš Šefčovič กรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป และตั้งเป้าหมายให้การเจรจาแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี 2568 แต่ต้องหยุดชะงักจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
นายพิชัยกล่าวว่า ผลจาก FTA ไทย–EFTA ทำให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 78.66% ขณะเดียวกัน ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกพุ่งขึ้นถึง 1.37 ล้านล้านบาท สูงกว่าทั้งปี 2567 ซึ่งมียอดรวม 1.14 ล้านล้านบาท อีกทั้งการส่งออกปี 2568 ที่ขยายตัว 12.93% ยังต่อเนื่องจากปี 2567 ที่เติบโต 5.4% สะท้อนการฟื้นตัวพร้อมกันทั้งการส่งออกและการลงทุน
เขาย้ำว่า หนึ่งในเหตุผลที่เวียดนามมีแนวโน้มจีดีพีแซงไทยในปีนี้ มาจากการที่เวียดนามมีการขยายตัวด้านการส่งออกและการลงทุนสูงกว่าไทยต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันเวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ
ด้วยเหตุนี้ จึงอยากฝากให้รัฐบาลใหม่ซึ่งกำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ สานต่อการผลักดันการส่งออกและการลงทุนอย่างจริงจัง พร้อมต่อยอดงานของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้วางรากฐานไว้แล้ว โดยเฉพาะ 11 ภารกิจสำคัญ ได้แก่
- รักษาโมเมนตัมการส่งออกระดับสองหลัก หลังปี 2568 โต 12.93% ต่อจากปี 2567 ที่โต 5.4% เพื่อเร่งการฟื้นตัวเศรษฐกิจ แม้ปี 2569 จะมีความท้าทาย แต่ยังเชื่อว่าสามารถผลักดันให้เติบโตในระดับสูงได้
- เร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงเกาหลีใต้ อังกฤษ ยูเออี และอาเซียน–แคนาดา โดยประสบการณ์ชี้ว่า รัฐมนตรีต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตนเองจึงจะเกิดผลเร็ว
- เดินหน้าทลายการผูกขาดการส่งออกข้าว ซึ่งได้ลดขั้นตอนจดทะเบียนเหลือ 30 นาที ลดสต๊อกและค่าธรรมเนียม พร้อมผ่อนคลายกฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อเอื้อผู้ส่งออกรายย่อยและเกษตรกร
- ปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพ ซึ่งได้ดำเนินคดีแล้วกว่า 57,000 ราย เพื่อคุ้มครอง SMEs ไทย โดยต้องเพิ่มความเข้มงวดโดยเฉพาะด่านศุลกากร
- จัดการปัญหานอมินี ที่ดำเนินคดีแล้ว 851 ราย มูลค่ากว่า 15,296 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างตรวจสอบอีกกว่า 46,000 ราย
- ขยายตลาดส่งออกข้าวและสินค้าเกษตร เช่น การส่งออกข้าวไปแอฟริกา การจัด Thai Rice Convention รวมถึงการเปิดตลาดมันสำปะหลังในซาอุดีอาระเบีย
- ผลักดันนโยบาย Food Storage ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในตะวันออกกลาง และเริ่มต้นความร่วมมือกับสิงคโปร์แล้ว
- สร้าง Branding สินค้าไทย ผ่าน Thailand Brand ให้เป็นเครื่องรับรองคุณภาพระดับสากล
- สานต่อการเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องภาษีทรัมป์ ซึ่งไทยสามารถลดอัตราจาก 36% เหลือ 19% แล้ว และยังมีโอกาสต่อรองเพิ่มเติม
- รักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับจีน เพื่อช่วยระบายสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียน มันสำปะหลัง ข้าว และผลไม้ต่าง ๆ
- ยกระดับมาตรฐาน Thai Select สำหรับร้านอาหารไทย ให้มีภาพลักษณ์ใกล้เคียง Michelin Stars เพื่อสร้าง Soft Power ด้านอาหาร
นายพิชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า งานของกระทรวงพาณิชย์ยังมีอีกมาก และดีใจที่สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับภารกิจด้านการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ตนหวังว่างานที่ได้วางไว้กว่า 30 เรื่องจะได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ประชาชน และนำประเทศก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต


