posttoday

“พิชัย” ชี้ส่งออกปี68 โต 12.93% ตามคาด ย้ำ FTA หนุนลงทุนพุ่ง

26 มกราคม 2569

อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุการส่งออกปี 2568 ขยายตัว 12.93% สวนทางคำสบประมาท ชี้แรงหนุนจาก FTA ไทย–EFTA และการลงทุนพุ่ง ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อ 11 ภารกิจพาณิชย์

KEY

POINTS

  • นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เผยตัวเลขการส่งออกไทยปี 2568 ขยายตัว 12.93% ซึ่งเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตในระดับสองหลัก
  • ปัจจัยสำคัญที่หนุนการเติบโตมาจากการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศ EFTA ได้สำเร็จ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนให้พุ่งสูงขึ้น
  • ผลจาก FTA ทำให้การส่งออกไปยังกลุ่ม EFTA โตถึง 78.66% และยอดขอส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกสูงกว่ายอดรวมทั้งปี 2567

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกไทยเดือนธันวาคมขยายตัวสูงถึง 16.8% หลังจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนขยายตัวเพียง 5.7% และ 7.1% ตามลำดับ ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.93% เป็นไปตามที่ตนเคยประเมินไว้ตั้งแต่กลางปีว่า การส่งออกปี 2568 จะเติบโตในระดับสองหลัก

นายพิชัยระบุว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้าน นักวิชาการ และสื่อบางส่วนไม่เชื่อ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าการส่งออกที่ขยายตัวเป็นเพียงผลจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยง “ภาษีทรัมป์” และจะกลับมาติดลบในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วว่าไม่เป็นความจริง แม้การเจรจาภาษีทรัมป์จะสิ้นสุดตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม แต่การส่งออกเดือนกันยายนยังขยายตัวสูงถึง 19% และขยายตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี

ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐมนตรีพาณิชย์คนใหม่เข้ารับตำแหน่งและประเมินว่าการส่งออกปี 2568 จะขยายตัวเพียง 6–7% ตนได้ออกมาโต้แย้งทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแนวโน้มการส่งออกในปีดังกล่าวมีแรงส่งสูงกว่านั้นมาก

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างโดดเด่น มาจากความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย หลังไทยสามารถสรุปการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศ EFTA ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์ ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 และลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ซึ่งถือเป็น FTA ฉบับแรกของไทยในทวีปยุโรปในรอบหลายสิบปี

ความคืบหน้าดังกล่าวส่งผลให้การค้าและการลงทุนขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เสมือนประเทศไทยกลับเข้าสู่ “แผนที่เศรษฐกิจโลก” อีกครั้ง พร้อมสร้างความคาดหวังว่าไทยจะสามารถเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และประเทศอื่น ๆ ได้ต่อเนื่อง โดยตนเคยหารือกับนาย Maroš Šefčovič กรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป และตั้งเป้าหมายให้การเจรจาแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี 2568 แต่ต้องหยุดชะงักจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

นายพิชัยกล่าวว่า ผลจาก FTA ไทย–EFTA ทำให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 78.66% ขณะเดียวกัน ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกพุ่งขึ้นถึง 1.37 ล้านล้านบาท สูงกว่าทั้งปี 2567 ซึ่งมียอดรวม 1.14 ล้านล้านบาท อีกทั้งการส่งออกปี 2568 ที่ขยายตัว 12.93% ยังต่อเนื่องจากปี 2567 ที่เติบโต 5.4% สะท้อนการฟื้นตัวพร้อมกันทั้งการส่งออกและการลงทุน

 

เขาย้ำว่า หนึ่งในเหตุผลที่เวียดนามมีแนวโน้มจีดีพีแซงไทยในปีนี้ มาจากการที่เวียดนามมีการขยายตัวด้านการส่งออกและการลงทุนสูงกว่าไทยต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันเวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงอยากฝากให้รัฐบาลใหม่ซึ่งกำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ สานต่อการผลักดันการส่งออกและการลงทุนอย่างจริงจัง พร้อมต่อยอดงานของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้วางรากฐานไว้แล้ว โดยเฉพาะ 11 ภารกิจสำคัญ ได้แก่

  1. รักษาโมเมนตัมการส่งออกระดับสองหลัก หลังปี 2568 โต 12.93% ต่อจากปี 2567 ที่โต 5.4% เพื่อเร่งการฟื้นตัวเศรษฐกิจ แม้ปี 2569 จะมีความท้าทาย แต่ยังเชื่อว่าสามารถผลักดันให้เติบโตในระดับสูงได้
  2. เร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงเกาหลีใต้ อังกฤษ ยูเออี และอาเซียน–แคนาดา โดยประสบการณ์ชี้ว่า รัฐมนตรีต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตนเองจึงจะเกิดผลเร็ว
  3. เดินหน้าทลายการผูกขาดการส่งออกข้าว ซึ่งได้ลดขั้นตอนจดทะเบียนเหลือ 30 นาที ลดสต๊อกและค่าธรรมเนียม พร้อมผ่อนคลายกฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อเอื้อผู้ส่งออกรายย่อยและเกษตรกร
  4. ปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพ ซึ่งได้ดำเนินคดีแล้วกว่า 57,000 ราย เพื่อคุ้มครอง SMEs ไทย โดยต้องเพิ่มความเข้มงวดโดยเฉพาะด่านศุลกากร
  5. จัดการปัญหานอมินี ที่ดำเนินคดีแล้ว 851 ราย มูลค่ากว่า 15,296 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างตรวจสอบอีกกว่า 46,000 ราย
  6. ขยายตลาดส่งออกข้าวและสินค้าเกษตร เช่น การส่งออกข้าวไปแอฟริกา การจัด Thai Rice Convention รวมถึงการเปิดตลาดมันสำปะหลังในซาอุดีอาระเบีย
  7. ผลักดันนโยบาย Food Storage ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในตะวันออกกลาง และเริ่มต้นความร่วมมือกับสิงคโปร์แล้ว
  8. สร้าง Branding สินค้าไทย ผ่าน Thailand Brand ให้เป็นเครื่องรับรองคุณภาพระดับสากล
  9. สานต่อการเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องภาษีทรัมป์ ซึ่งไทยสามารถลดอัตราจาก 36% เหลือ 19% แล้ว และยังมีโอกาสต่อรองเพิ่มเติม
  10. รักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับจีน เพื่อช่วยระบายสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียน มันสำปะหลัง ข้าว และผลไม้ต่าง ๆ
  11. ยกระดับมาตรฐาน Thai Select สำหรับร้านอาหารไทย ให้มีภาพลักษณ์ใกล้เคียง Michelin Stars เพื่อสร้าง Soft Power ด้านอาหาร

นายพิชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า งานของกระทรวงพาณิชย์ยังมีอีกมาก และดีใจที่สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับภารกิจด้านการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ตนหวังว่างานที่ได้วางไว้กว่า 30 เรื่องจะได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ประชาชน และนำประเทศก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต

“พิชัย” ชี้ส่งออกปี68 โต 12.93% ตามคาด ย้ำ FTA หนุนลงทุนพุ่ง

 

ข่าวล่าสุด

เช็กสัญญาณตลาดอาหารพร้อมทาน อยู่ในระยะประคองตัว คาดฟื้นอีกทีปี 2570