
พธม.รักชาติสำนึกดี-เจตนาแฝง แดงรองาบ สุดท้าย "เสียค่าโง่"
ท่ามกลางสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ทั้งสื่อและมวลชนผู้ออกมาเคลื่อนไหว ควรมีเป้าหมายร่วม ที่จะแสดงให้เห็นความเป็นปึกแผ่นให้ต่างชาติเห็นถึงความเข้มแข็งของคนในชาติ....
ท่ามกลางสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ทั้งสื่อและมวลชนผู้ออกมาเคลื่อนไหว ควรมีเป้าหมายร่วม ที่จะแสดงให้เห็นความเป็นปึกแผ่นให้ต่างชาติเห็นถึงความเข้มแข็งของคนในชาติ....
โดย...อสนีบาต
"เราจำเป็นต้องตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ" คำแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของบุคคลที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงในรัฐบาลไทย ต่อสถานการณ์รบพุ่งชายแดนไทย-กัมพูชา ในเมื่อทหารไทยต้องสละชีพเพื่อรักษาอธิปไตยไป 1 ราย บาดเจ็บนับสิบ ขณะที่ชาวบ้านถูกลูกหลงเสียชีวิต อีกนับร้อยเดือดร้อนอพยพหนีลูกระเบิด บ้านเรือนถูกเผาผลาญ จึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ที่ทหารไทยต้องตอบโต้กลับไป จะปล่อยให้เขมรเหิมเกริมไม่ได้
แม้ผลการตอบโต้สมน้ำสมเนื้อ จะไม่เป็นที่ยืนยันยอดความสูญเสียที่แท้จริง แต่จากการให้สัมภาษณ์ของปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ กัมพูชาเสียหายหนัก โดยมีรายงานข่าว( 5 ก.พ.54 ) ตามมา ทหารฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 64 ราย รถถังเสียหายอีก 10 กว่าคัน ยังไม่นับรวมกับการตอบโต้สมน้ำสมเนื้อครั้งที่ 4 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมาอีก
แต่น่าสนใจว่าท่ามกลางสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ทั้งสื่อและมวลชนผู้ออกมาเคลื่อนไหว ควรมีเป้าหมายร่วม ที่จะแสดงให้เห็นความเป็นปึกแผ่นให้ต่างชาติเห็นถึงความเข้มแข็งของคนในชาติ น่าสมเพทกับสื่อบางแห่งแสดงความเป็นพหูสูตร เขียนบทความดูดี อย่าสร้างสงคราม แต่เนื้อแท้แอบแฝง มุ่งชี้ รัฐบาลหรือแม้แต่มวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุยงให้เกิดสงคราม ก็ดูจะไม่ได้เป็นลักษณะข้อเสนอสร้างสรรค์เท่าไหร่นัก แต่ชี้ให้เห็นความมุ่งหมายสื่อมีวาระแอบแฝงจากอำนาจการเมืองสอดแทรก เพราะรับรู้กันดี คนส่วนใหญ่ของประเทศต่างต้องการให้เกิดสันติ เช่นเดียวกับรัฐบาลก็คงไม่บ้านำชาติสู่สงครามเหมือนที่สื่อบางแห่งนั่งเทียนเข้าใจผิด
ประเด็นคือว่า ควรพิจารณาจากต้นสายปลายเหตุ ยิ่งในยุคของโลกไร้พรมแดน การตรวจสอบด้วยการหาข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่จะสร้างสติปัญญาให้ผู้คน ดั่งภาพที่เผยแพร่ผ่านสำนักขาวต่างประเทศ ให้เห็นถึงทหารกัมพูชาซ่องสุมกำลัง ตั้งป้อมปราการในปราสาทพระวิหาร ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นเกราะกำบัง มีการยิงถล่มลงมาจากยอดปราสาท แม้แต่ล่าสุดด้วยการการจับทหารไทย 1 นาย บริเวณพื้นที่พิพาทหมายนำขึ้นศาลกัมพูชา ผิดวิสัยของการสู้รบตามหลักสากล ที่การเป็นเชลยศึกไม่ควรนำขึ้นศาลของประเทศนั้น ขัดต่ออนุสัญญาเจนีวา จึงเป็นคำตอบใครละเมิดข้อตกลง!!!
ทั้งละเมิดข้อตกลงระหว่างกันในเอ็มโอยู 2543 ทั้งละเมิดกติการะหว่างประเทศ มิพักต้องพูดถึงใครยิงก่อน-ยิงหลัง
วิถีสงครามกองโจรแบบนี้ ขึ้นป้ายเขยิบกินพื้นที่ไปเรื่อยๆ เมื่อทหารไทยผลักดัน ก็เปลี่ยนไปเปิดเกมระหว่างประเทศด้วยการร่อนหนังสือฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เป็นสูตรสำเร็จที่คนไทยทราบพฤติกรรมรัฐบาลเขมรกันดีอยู่แล้ว ปัญหาต้องย้อนกลับมาว่ารัฐบาลไทยมีแนวทางการรุกหรือตามแก้เกมเขาอยู่ร่ำไป?
ความหมายของคำว่า "รุก" มิใช่เปิดสงครามเหมือนสื่อซื่อบี้อบางแห่งซ้ำเติม แต่ต้องเป็นการรุก ทั้งด้านการทูต ซึ่งปฏิบัติการที่ทำอยู่ ณ ขณะนี้ ก็เป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง ทั้งการเรียกเอกอัครราชทูตนานาประเทศมารับฟังข้อมูลข้อเท็จจริง การส่งหนังสือถึงยูเอ็นแจกแจงหักล้างข้อกล่าวหาเขมร หรือแม้แต่การที่นายกฯจะปัดข้อเสนอของเลขาอาเซียนว่ายังอยู่ในวิสัยของการเจรจาระหว่างไทยกับเขมรได้ แต่ก็เปิดโอกาสให้อาเซียนเข้ามาร่วมรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริง ก็เป็นกลวิธีของประเทศสากลมิใช่วิถีของประเทศอันธพาลกระทำ แต่ทุกอย่างต้องรวดเร็วทันการณ์
ส่วน รุกทางทหาร ต้องสอดส่องดูแลแนวชายแดนให้รู้ว่านี่คืออธิปไตยของไทย จะมาแสดงพฤติกรรมเยี่ยงโจรร่อนเร่ ปักป้ายแสดงอาณาเขตไม่ได้ เมื่อยิงมาก็ต้องตอบโต้ มุ่งไปที่พื้นที่การทหาร มิใช่หวังผลพื้นที่พลเรือน เหมือนเช่นกัมพูชากระทำ สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อได้เปรียบในทางหลักฐานเพื่อยืนยัน ในยามที่เรื่องอยู่ในความสนใจในเวทีโลก แต่ถ้าขืนเราปล่อยปละละเลย เขาก็ขยับมาเรื่อยๆ ทำให้ปัญหาบานปลาย
มองมาที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมไปถึง เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ แต่ละกลุ่มตั้งชื่อดูดีทั้งนั้น “รักประชาธิปไตย” “หัวใจรักชาติ” แต่การเคลื่อนไหว แม้จะมีส่วนหนึ่งแสดงถึงอุดมการณ์ช่วยกันส่งเสียงรักษาอธิปไตย แต่วิธีเรียกร้องกดดัน อย่างเช่น ให้ช่วยสองคนไทยออกมาจากที่คุมขังเขมรภายใน 2-3 วัน สาธุชนคนมีสติเห็นข้อเรียกร้องแบบนี้ก็เหนื่อยย่อมทำให้คิดต่อไปได้เช่นกัน ตกลงกลุ่มเหล่านี้มาเคลื่อนไหวเพื่อความรักชาติด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่
ถ้ารักชาติอย่างแท้จริง เหตุใดไม่นำสติปัญญาที่คิดว่าดีเลิศ มาร่วมหารือกับรัฐบาลในการกำหนดเป้าหมายเดียวกัน แต่นับวันพัฒนาการของข้อเรียกร้องออกทะเลไปเป็นการกล่าวหารัฐบาลบริหารงานล้มเหลว ไล่นายกฯออกจากตำแหน่ง ก็มีเสียงจากผู้เฝ้ามองกลุ่มพธม.ซึ่งรักชาติเหมือนกันแต่ไม่ได้มาปิดถนน ปิดหูปิดตายื่นข้อเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้ให้รัฐบาล ล้วนตั้งคำถามมาถึงพธม. ถ้ามาเป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติสงบ จะสามารถช่วยคนไทย 2 คนออกมาจากคุกเขมรภายใน 3 วันได้หรือไม่ หรือ ถ้ายกเลิกเอ็มโอยู 2543 ยิ่งประจักษ์ชัดกับกรณีที่เขมรยิงถล่มชาวบ้านหนีตายขณะนี้ เมื่อเขาฟ้องเวทีโลก แล้วฝ่ายไทยจะเอาอะไรไปยันกับเข า นอกจากมีหนังสือแจ้งไปว่า กัมพูชายิงก่อน แต่เอ็มโอยู 2543 ก็จะได้เป็นตัวการันตีว่า ในเมื่อสองประเทศทำข้อตกลง ห้ามเพิ่มกำลังทหาร ห้ามรุกล้ำระหว่างที่ยังเป็นพื้นที่พิพาท แต่เมื่อเห็นการกระทำของเขมรเช่นนี้ ก็จะได้เพิ่มน้ำหนักว่า แม้แต่ข้อตกลงเอ็มโอยู เขมรก็ยังฝ่าฝืน
เช่นเดียวกับข้อเรียกร้อง หากถอนตัวจากกรรมการมรดกโลก ผลต่อไปก็จะ ไม่มีเสียงของไทยไปล็อบบี้ชาติอื่นคัดค้านเขมร หากปราสาทพระวิหารตกเป็นของเขมร พธม.จะรับผิดชอบอย่างไร หรือจะสั่งทหารไปยึดปราสาทพระวิหารมาเป็นของไทย อย่างนี้ ไทยมิพังหรือในสายตาชาวโลก
การเรียกร้องกลุ่มพันธมิตรในความรักชาติ แน่นอนเป็นสิ่งดีน่าสรรเสริญ แต่ถ้ามีเป้าหมายอื่นๆตามมาด้ว อย่างที่ปรากฎขณะนี้ ด้วยการประกาศยกระดับเลิยเถิด ปิดล้อมสถานที่ราชการ ปิดหูปิดตาไล่รัฐบาล โดยไม่ได้ดูหน้าดูหลัง ใครจะมาเป็นรัฐบาลต่อจากนี้ ก็โปรดกรุณาระวังภัยแทรกซึมจากมวลชนสีแดงที่เป็นฝ่ายตรงข้าม สบช่องเตรียมกองกำลังตลบหลัง
ทราบมิใช่หรือจากสัญญาณของนักการเมืองรับใช้นายต่างแดน เตรียมออกมาชุมนุมยื้ดเยื้อวันที่ 19 ก.พ. ก็เพราะมองการณ์ไกลแล้วว่าจะเป็นโอกาสผสมโรงให้เกิดความชุลมุนวุ่นวายเพื่อเป้าหมายของเขา ภาพในอนาคตจะเกิดแนวรบย่านราชดำเนิน และฝั่งแดงย่านราชประสงค์ ไหนจังหวะสงครามกองโจรชายแดน เละตุ๊มเป๊ะศึกเหนือเสือใต้ส่งผลรัฐบาลคุมสถานการณ์ไม่อยู่
เพราะฉะนั้นพธม.ที่มีเจตนารักชาติ รักความถูกต้อง ก็ควรคิดดีๆ ถ้ายังไม่รีบพูดคุยให้ยุติโดยเร็ว คราวนี้แหละ ข้อเรียกร้องพธม.จะถูกพับ
สุดท้ายเสียค่าโง่ ไม่ได้อะไรเลย







