
ราคาเหล็กจ่อขึ้น บ้านขอดูเชิงก่อน
หวั่นน้ำท่วมออสเตรเลียทำราคาเหล็กในตลาดโลกผันผวน กระทบเหล็กในประเทศสูงขึ้น ด้านราคาบ้านจะขยับตามหรือไม่ขอดูครึ่งปีหลัง ส่วนต้นปีปรับแล้ว 5%
หวั่นน้ำท่วมออสเตรเลียทำราคาเหล็กในตลาดโลกผันผวน กระทบเหล็กในประเทศสูงขึ้น ด้านราคาบ้านจะขยับตามหรือไม่ขอดูครึ่งปีหลัง ส่วนต้นปีปรับแล้ว 5%
นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศออสเตรเลีย จะส่งผลกระทบให้ระดับราคาเหล็กในตลาดโลกมีความผันผวนสูงทั้งระดับราคาวัตถุดิบ เช่น ถ่านหิน แร่เหล็ก และราคาผลิตภัณฑ์เหล็ก ซึ่งจะกระทบต่อไทยในฐานะผู้นำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ เนื่องจากส่วนต่างราคาที่นำเข้าและราคาขายในประเทศแตกต่างกันมาก ส่วนผู้ผลิตที่ทำกิจการครบวงจรจะได้รับประโยชน์ไป
สำหรับราคาเหล็กในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะเหล็กแผ่นรีดร้อนที่อาจขึ้นจาก 200 เหรียญสหรัฐ เป็น 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน เนื่องจากไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต ส่วนราคาเหล็กเส้นอาจจะไม่ปรับตัวสูงมากนัก เพราะราคาในภูมิภาคและราคาในประเทศไม่แตกต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม คงจะไม่ได้กระทบต่อการบริโภคเหล็กของประชาชนทั่วไปมากนัก โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง เพราะที่ผ่านมาราคาเหล็กเคยขึ้นไปสูงถึงระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ ระดับราคาที่อยู่ในขณะนี้จึงยังพอรับได้ ส่วนโอกาสที่ราคาจะสูงถึง 1,200 เหรียญสหรัฐ คงยาก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น และจีนมีการใช้ในอัตราลดลงมาก
ด้านปริมาณการใช้เหล็กในประเทศในปี 2554 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 15 ล้านต้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% ที่ใช้อยู่14 ล้านตัน โดยมีอัตราการใช้ต่อเดือนอยู่ที่ 1 ล้านกว่าตัน เนื่องจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่คาดว่าจะขยายตัว 10-12% กลุ่มเครื่องจักรกล ที่ปัจจุบันมีการย้ายฐานการผลิตมาในเมืองไทยมากขึ้นทำให้กลุ่มนี้จะมีการใช้เหล็กมากขึ้น ส่วนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้การนำเข้าเหล็กแผ่นจะสูงขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ภาคการก่อสร้างคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4-6% โดยภาคการก่อสร้างจะเริ่มลดสัดส่วนการใช้เหล็กลงจากเดิมที่ใช้เหล็กอยู่ที่ระดับ 60% ของการใช้ทั้งหมด มาอยู่ที่ 58% ส่วนภาคอุตสาหกรรมจะมีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้น
“การใช้เหล็กที่ระดับ 14 ล้านตันในปี 2553 ของไทย ถือเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว และคาดว่าในปี 2554 จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอีก โดยตอนนี้ไทยมีการใช้เหล็กแซงหน้าเวียดนามไปแล้ว เพราะภาคอุตสาหกรรมไทยขยายตัวสูง ต่างจากเวียดนามที่เน้นการใช้ในภาคการก่อสร้าง” นายวิกรม กล่าว
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กในปีนี้ ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมือง ภาวะเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ความผันผวนของค่าเงินบาท และเศรษฐกิจโลก
นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี กล่าวว่า ปี 2554 ถือเป็นปีที่ดีของอุตสาหกรรมเหล็ก เนื่องจากอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาขึ้น และจะใช้เวลาอีกสักพักถึงจะขึ้นสู่จุดสู่สุดตามวัฏจักร การแข่งขันในประเทศมีน้อย เนื่องจากกำลังการผลิตมีจำกัด เพราะไม่มีการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มในประเทศ ขณะที่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้น
นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า ภาพรวมของต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ขยับขึ้นพร้อมกัน ส่งผลกระทบมากกว่าการขึ้นของราคาเหล็กเพียงรายการเดียว โดยเฉลี่ยปีนี้ทั้งปีราคาที่อยู่อาศัยน่าจะขึ้นประมาณ 3-5%
นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องจำนวนคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆที่เปิดขายในปีที่ผ่านมา จะต้องเริ่มสร้างในปีนี้ จะส่งผลให้เกิดความต้องการวัสดุก่อสร้างและแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นผลกระทบที่ต้องจับตามองในปีนี้ โดยโครงการใหม่ที่เพิ่งเริ่มเจรจาเรื่องงานก่อสร้างในปีนี้คงต้องเหนื่อยกับการเผชิญหน้ากับราคาวัสดุที่ขยับแล้ว
นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ กล่าวว่า เหล็กเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัสดุในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งหากขยับขึ้นเพียงรายการเดียวคงไม่กระทบมาก แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ การที่วัสดุก่อสร้างขยับขึ้นเกือบทุกรายการ โดยเฉพาะคอนกรีตที่ปีที่ผ่านมาราคาปรับลดลง แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาราคากลับปรับขึ้นมาอีกแล้ว 200 บาทต่อคิว ยังไม่รวมวัสดุก่อสร้างรายการอื่นๆ ที่ทยอยปรับขึ้น ซึ่งคาดว่าภาพรวมจะส่งผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัยทั้งปีนี้ 4-5%
ขณะที่กลุ่มพรีบิลท์จะใช้งบ 100 ล้านบาท สำหรับล็อกราคาเหล็กถึงสิ้นปี 2554 และถ้าครึ่งปีหลังราคายังขึ้น อาจจะล็อกราคาล่วงหน้าต่อซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยจะต้องมีการดูความเคลื่อนไหวด้านราคาต่อเนื่อง หากครึ่งปีหลัง ราคายังคงขยับขึ้นต่อเนื่อง อาจะพิจารณาล็อคราคาต่อไปอีก







