posttoday
หนึ่งองศาทะเลเดือด ท่องเที่ยวกระอักเร่งปิดเกาะฟื้นปะการัง

หนึ่งองศาทะเลเดือด ท่องเที่ยวกระอักเร่งปิดเกาะฟื้นปะการัง

18 มกราคม 2554

ปลายเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมาอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นจาก29 เป็น 30 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวทั่วภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย...

ปลายเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมาอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นจาก29 เป็น 30 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวทั่วภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย...

โดย...วิทยา ปะระมะ

สำหรับมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแค่องศาเดียวไม่มีผลกระทบใดๆต่อร่างกาย แต่สำหรับสัตว์อย่างปะการังแค่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นองศาเดียวก็ทำให้ปะการังตายเกลี้ยงจนอาจถึงขั้นต้องปิดเกาะ-งดท่องเที่ยวกันเสียแล้ว?

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศแต่กลับเป็นที่รับรู้เฉพาะนักวิชาการ ประชาชนที่อาศัยริมทะเลและบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเท่านั้น

หนึ่งองศาทะเลเดือด ท่องเที่ยวกระอักเร่งปิดเกาะฟื้นปะการัง

เกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่าตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมาอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นจาก29 เป็น 30 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวทั่วภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียไล่ตั้งแต่แถบตอนใต้ของอินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟ ซีเชลส์ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซียรวมทั้งประเทศไทย

ปะการังฟอกขาวคืออะไร?

มันคือปรากฏการณ์ที่ปะการังขับสาหร่าย Zooxanthellae ออกจากเซลล์ สาหร่ายพวกนี้เป็นสาหร่ายที่อาศัยอยู่ร่วมกับปะการังแบบพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยผลิตอาหารแก่ปะการังกว่า 90% ตลอดจนผลิตก๊าซออกซิเจน สะสมหินปูนที่เป็นโครงร่างของปะการังและทำให้ปะการังมีสีสันสวยงามอีกด้วย แต่เมื่อใดที่อุณหภูมิน้ำสูงเกินกว่า 30.1 °C ขึ้นไปเกินกว่า 3 สัปดาห์จะทำให้ปะการังเกิดความเครียดและขับสาหร่าย Zooxanthellae ออกไปจากตัวจนเหลือแต่สีขาวๆของเนื้อปะการัง

ที่สำคัญการฟื้นตัวของปะการังหลังการฟอกขาวเกิดขึ้นได้ 2 กรณีคือหากปะการังฟอกขาวสามารถทนได้ 1 เดือนครึ่งและอุณหภูมิน้ำลดลง ปะการังตัวนั้นก็สามารถดึงสาหร่ายกลับเข้าสู่เนื้อเยื่อและคืนสีสันได้ เหมือนเดิม กระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลา 2-3 เดือน

แต่หากปะการังตายลงก็ยังมีโอกาสที่ตัวอ่อนปะการังจะเข้ามาเกาะในพื้นที่หรือ ปะการังบางชนิดที่เหลืออยู่ค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นมา แต่กระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลานาน 3-4 ปีเป็นอย่างน้อยจึงจะกลับมามีสภาพดีดังเดิม รวมทั้งต้องมีปัจจัยเอื้อต่อการเจริญเติบโตด้วยนั่นคือน้ำใสสะอาด ปราศจากการรบกวนของมนุษย์เป็นต้น

กางแผนที่เขตปะการังตายหนัก

ความรุนแรงของเหตุการณ์นี้ร้ายแรงขนาดไหน? ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนรายงานว่า ในส่วนของหมู่เกาะสุรินทร์มีอัตราปะการังตายหลังการฟอกขาวจำนวนมาก เช่น ที่ เกาะสุรินทร์เหนือ หน้าช่องแคบตอนใน ตาย 93.6% เกาะสุรินทร์เหนือ อ่าวแม่ยายทิศเหนือ ตาย 99.9% เกาะสุรินทร์ใต้ฝั่งตะวันออก ตาย 85% เกาะปาชุมบาตะวันออกเฉียงเหนือ ตาย 95% หรือที่เกาะตาชัย ตะวันออกเฉียงใต้ ตาย 84 %

ส่วนที่หมู่เกาะสิมิลันตะวันออกหน้าประภาคาร มีอัตราการตาย 89.3%  บริเวณเวิ้งอ่าวตะวันตก ตาย 60.5 % เกาะบางู ทิศใต้ ตาย 60.8% ที่เกาะพีพีบริเวณอ่าวหยงกาเส็ม เกาะพีพีดอน ตาย 51.5% อ่าวต้นไทรตะวันออก ตาย 94.9% เกาะยูง ตาย88.5 %และสำหรับเกาะบริวารของภูเก็ต เช่นเกาะราชาใหญ่ อ่าวทิศเหนือ ก็มีอัตราการตายสูงถึง 96.7%

นอกจากนี้ยังมีเกาะเมียง จ.พังงาที่อาการหนักที่สุดเพราะไม่พบปะการังวัยอ่อนเลย แต่กลับมีสาหร่ายในกลุ่ม Blue-green algae ขึ้นคลุมบนซากปะการังที่ตายจากการฟอกขาว

หนึ่งองศาทะเลเดือด ท่องเที่ยวกระอักเร่งปิดเกาะฟื้นปะการัง

การเกิดขึ้นของสาหร่ายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามวลน้ำในบริเวณนั้นไม่สะอาด อาจเกิดจากของเสียจากเรือที่ถ่ายเทลงน้ำในบริเวณนั้น รวมทั้งของเสียที่ไหลซึมผ่านชั้นดินลงสู่ทะเลจากที่พักนักท่องเที่ยว

ปิดเกาะ-ฟื้นฟูปะการัง?

เกษมสันต์กล่าวว่าที่ผ่านมา ทช.ได้ทำหนังสือไปยังอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลและผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล เสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูปะการังด้วยการปิดพื้นที่บางส่วนของเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล 26 แห่งโดยดูว่าจุดไหนที่ปะการังมีความเสี่ยงจะเสียหายจากกิจกรรมการท่องเที่ยว

อาทิ หมู่เกาะสิมิลัน เขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา และหมู่เกาะพีพีเป็นต้น เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซั่นของฤดูการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติต่างๆ การที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเป็นจำนวนมากจะเป็นการรบกวนการฟื้นตัวของปะการัง และอาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมจากกิจกรรมดำน้ำในที่ตื้นที่คนสามารถเหยียบไปถึงตัวปะการังได้

“ปี 2553 เป็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ขณะที่แนวปะการังในเขตอุทยานแต่ละปีมีคนไปเที่ยวนับล้านคน แค่ที่หมู่เกาะพีพีก็มีประมาณ 7-8 แสนคนแล้ว กิจกรรมที่รบกวนการฟื้นตัวก็จะมีเยอะ”นายเกษมสันต์กล่าว

เกษมสันต์ย้ำว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าให้ปิดพื้นที่เกาะทั้งหมด แต่ให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติพิจารณาตามความเหมาะสม เช่น พื้นที่ใดมีอัตราการตายสูง เป็นน้ำตื้นอาจดำน้ำไปเหยียบปะการังก็ควรปิดไม่ให้เข้าไป แต่พื้นที่ไหนที่ปะการังยังพอมีก็อาจให้เข้าไปเที่ยวได้แต่ต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นต้น

โยนกรมอุทยานฯตัดสินใจ

ปัญหาของเรื่องนี้ยังมีอีกประการนั่นคือปะการังในเขตอุทยานแห่งชาตินั้น ทช.ไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการดูแลแต่คนที่ตัดสินใจได้ก็คือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชนั่นเอง

“ที่เราทำได้คือส่งหนังสือให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางว่าควรดำเนินการอย่างไร บ้าง อย่างน้อยที่สุดถึงไม่เชื่อข้อมูลก็ควรส่งนักดำน้ำไปตรวจสอบตามจุดที่ชี้จุดให้”เกษมสันต์กล่าว

เกษมสันต์กล่าวว่าหากกรมอุทยานฯไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำหรือกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวในระยะสั้น สิ่งที่ตามมาในระยะยาวจะยิ่งรุนแรงทั้งจุดขายทางด้านการท่องเที่ยวและความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลซึ่งคนที่เกี่ยวข้องคงต้องชั่งน้ำหนักเอาเองว่าควรทำอย่างไร....

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่