
วงการก๊าซรถโชติช่วงชัชวาล
ราคาน้ำมันขาขึ้นเป็นเหมือนตัวเร่งให้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซในรถยนต์ต้องวนกลับไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ที่รถยนต์ต้องไปต่อแถวเป็นเดือนๆ เพื่อติดตั้งใช้ก๊าซ หรือบางช่วงถึงกับมีการขายใบจองติดตั้งก๊าซ.....
ราคาน้ำมันขาขึ้นเป็นเหมือนตัวเร่งให้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซในรถยนต์ต้องวนกลับไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ที่รถยนต์ต้องไปต่อแถวเป็นเดือนๆ เพื่อติดตั้งใช้ก๊าซ หรือบางช่วงถึงกับมีการขายใบจองติดตั้งก๊าซ.....
โดย....พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
ทุกครั้งที่มีแนวโน้มว่าราคาจำหน่ายน้ำมันจะเริ่มกลับมาสูงขึ้นทีไร ผู้บริโภคที่จับตามองสถานการณ์เชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิดก็จะเริ่มมองหาพลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงินทุกครั้ง
เหมือนตอนที่ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาจำหน่ายน้ำมันในประเทศก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นกว่าลิตรละ 40 บาท ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของเชื้อเพลิงประเภทก๊าซธรรมชาติ ที่ไม่ว่าจะแอลพีจีหรือซีเอ็นจีต่างก็เติบโตกันเต็มที่ มีศูนย์บริการติดตั้งเกิดขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
หลังจากผ่านจุดสูงสุดของสถานการณ์นั้นมาได้ ก็ดูเหมือนว่าความนิยมในตัวก๊าซธรรมชาติทั้งสองประเภทก็ดูจะทรงตัว ไม่ได้เติบโตหวือหวามากนัก ประกอบกับผู้ใช้รถหันไปซื้อรถยนต์ประหยัดน้ำมันกันมากขึ้น และราคาน้ำมันก็ไม่ได้ปรับตัวแบบหวือหวากระทบจุดจิตวิทยาเช่นกัน
ในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณการใช้พลังงานขั้นต้น 1.785 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 7.3% มีมูลค่าการใช้พลังงานโดยรวม 1.796 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.8% โดยในจำนวนนี้เป็นปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ 4,086 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 14.7% คิดเป็นมูลค่า 71,262 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 44.63%
หากลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่าแบ่งออกเป็นปริมาณการใช้แอลพีจี 5.9 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้น 13.4% แต่เป็นการนำเข้ามากถึง 1.524 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 102.4% และมีมูลค่าการชดเชยแอลพีจีสูงถึง 20,919 ล้านบาท ขณะที่ซีเอ็นจีมีปริมาณการใช้ 4,900 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นมา 22.5%
การเพิ่มขึ้นที่มากกว่าของซีเอ็นจีเป็นผลมาจากการที่รถยนต์แท็กซี่ใหม่ ที่เข้ามาจดทะเบียนจะต้องติดตั้งระบบซีเอ็นจีเท่านั้น ไม่สามารถใช้แอลพีจีได้ต่อไป ประกอบกับจำนวนสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นตามการขยายปั๊มก๊าซของ ปตท. มาอยู่ที่ 420 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่สามารถใช้งานได้เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการสนับสนุนจากภาครัฐบาล ก็ทำให้ค่ายรถหลายรายต่างก็ออกรถที่ใช้ระบบซีเอ็นจีมารองรับความต้องการของลูกค้า
แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ จะพุ่งขึ้นไปเกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อีกครั้งหนึ่งนั้น ผู้ประกอบการรับติดตั้งระบบก๊าซธรรมชาติรายหนึ่ง ประเมินว่า หากราคาจำหน่ายน้ำมันยังไม่ปรับตัวขึ้นเหมือนในอดีต ก็จะไม่ทำให้ตลาดกลับมาคึกคักเหมือนในอดีต
“ตอนนี้สถานการณ์ต่างจากตอนนั้น 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้ารู้เรื่องมากขึ้น มีการหาทางหนีทีไล่มากขึ้นในการรับมือกับภาวะน้ำมันแพง ไม่เหมือนตอนนั้นที่ฝุ่นตลบไปหมด ตอนนี้ทั้งแอลพีจีและซีเอ็นจี ก็มีข้อดีกันไปคนละอย่าง ต้องดูนโยบายของ ปตท. ด้วยว่าจะยังขยายปั๊มต่อหรือเปล่า”
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้ขยายความว่าโดยปกติแล้วลูกค้าทั่วไปมักจะติดตั้งระบบแอลพีจีมากกว่า เนื่องจากมีสถานีบริการที่รองรับมากกว่า ราคาค่าติดตั้งและอุปกรณ์รวมทั้งถังก๊าซรวมอยู่ที่ระดับ 3 หมื่นบาทถูกกว่าซีเอ็นจีหรือเอ็นจีวี รวมไปถึงความสะดวกในการใช้งาน ที่ก๊าซบรรจุหนึ่งถังสามารถใช้งานได้ระยะทางมากกว่า
ขณะที่ซีเอ็นจีพกพาข้อดีในเรื่องของความปลอดภัย การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าราคาก๊าซจำหน่ายถูกกว่า ซึ่งเหมาะกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานีบริการชัดเจน และมีระยะการวิ่งใช้งานวันละ 100-150 กิโลเมตร แล้วแต่ขนาดของถังที่ติดตั้ง แม้ราคาอุปกรณ์ค่าถังค่าติดตั้งจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ก็มีแนวโน้มถูกลงได้ เนื่องจากได้ลดภาษีนำเข้าถังในปัจจุบัน
“ลูกค้าที่มาติดซีเอ็นจีส่วนใหญ่จะมีปั๊มอยู่หน้าบ้านหรือหน้าบริษัทอยู่แล้ว ระยะการใช้งานจำกัด เพราะค่าติดตั้งแอลพีจีกับซีเอ็นจีที่ห่างกันหมื่นกว่าบาท ถ้าวิ่งจริงๆ ไม่นานก็ถือว่าไม่มีความแตกต่าง ยิ่งมีกระแสว่าอาจจะปรับขึ้นราคาทั้งสองประเภท ลูกค้าก็ต้องอยู่กับราคาในปัจจุบัน”
เมื่อถามในฐานะผู้ที่อยู่กับแวดวงลูกค้าใช้ก๊าซมานาน ว่าถ้าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมา 40 บาทต่อลิตรอีกครั้ง ก๊าซธรรมชาติตัวไหนจะไปรุ่งกว่ากัน คำตอบคือต้องรอดูนโยบายเรื่องราคาของก๊าซธรรมชาติทั้งสองตัวเสียก่อน ถ้าปรับตัวใดตัวหนึ่งขึ้นไปมากๆ โอกาสของตัวที่ยังตรึงราคาอยู่ก็มีแนวโน้มสดใสกว่า
แต่ที่แน่นอน คือถ้าราคาน้ำมันพุ่ง ก๊าซธรรมชาติกลับมาแน่ๆ และถ้า ปตท. ชะลอการขยายสถานีบริการเอ็นจีวีจริงๆ ลูกค้าก็คงไม่มีทางเลือก ที่ต้องใช้งานสิ่งที่อำนวยความสะดวกมากกว่า ซึ่งดูจากแนวโน้ม ปตท. คงใช้เป็นทางเลือกในการเจรจาเรื่องปรับขึ้นราคาไปอีกสักระยะ
ดูจากทิศทางลมแล้ว ถ้าให้เลือกสต๊อกสินค้ารอ ก็ขอเลือกแอลพีจีก่อนก็แล้วกัน!!!
*******************************
ย้อนรอย 40 ปี แอลพีจี
แม้จะมีการเริ่มต้นการใช้งานมาตั้งแต่ปี 2513 ในประเทศไทย สำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลวอย่างแอลพีจี แต่ก็ต้องบอกว่าในช่วงของการเริ่มต้นนั้น ยังได้รับความนิยมแค่ในส่วนของกลุ่มรถยนต์สาธารณะเท่านั้น
กรณีนี้รวมถึงซีเอ็นจี หรือก๊าซธรรมชาติอัด (เอ็นจีวี) ที่ได้เปิดตัวในฐานะพลังงานทางเลือกใหม่ของประเทศไทย ที่ ปตท. เองใช้เวลาคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2527 ก่อนที่จะร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ขยายการใช้งานไปยังรถโดยสารปรับอากาศในปี 2536 ก่อนที่จะผลักดันให้ใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคลตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา
ปริมาณการใช้งานก๊าซที่เพิ่มมากขึ้นก็ยังเติบโตในส่วนของรถยนต์สาธารณะ ทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่และแท็กซี่ ขณะที่ภาคบุคคลหรือรถขนส่งยังคงพึ่งพาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงในการใช้งาน
การเติบโตที่แท้จริงของการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ส่วนบุคคล เริ่มมีมาให้เห็นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100-140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศขึ้นไปแตะหลักลิตรละ 40 บาท
ภาพของความวุ่นวายในธุรกิจรับตั้งระบบก๊าซธรรมชาติจึงเกิดขึ้น มีอู่รับติดก๊าซเกิดขึ้นมากมาย มีคิวเข้ารับการติดตั้งยาวหลายเดือน ถึงขั้นมีการซื้อขายใบจองติดตั้งก๊าซบางศูนย์ใหญ่ๆ ที่ได้มาตรฐาน
แต่เมื่อราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติภาพเหล่านั้นก็หายไป ซึ่งคงต้องจับตาปีนี้ที่วงการน้ำมันคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจขึ้นไปแกว่งตัวที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง และครั้งนี้จะทำให้อู่รับติดตั้งก๊าซกลับมาคึกคักอีกครั้งหรือไม่!!!







