
การคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังริมทรัพย์
....พล.อ.อวีรวิท คงศักดิ์
“
บ้าน คือวิมานของเรา เราซื้อเราเช่าเราปลูกของเราตามใจ บ้านคือสถาน ทิพย์วิมานพอหาได้ เป็นที่เกิด ที่ตาย ที่เราสร้างไว้คอยท่า...”เพลงไพเราะในอดีตนี้ สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยที่ปรารถนาจะมีบ้านเป็นของตนเองเพื่ออยู่อาศัยและแสวงหาความสุขในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งคนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ต้องใช้เวลาเก็บออมเงินรายได้ที่หามาเกือบตลอดชีวิตเพื่อบ้านหลังเดียวที่เขาจะมีสิทธิใช้เป็น
“วิมาน” ของตนเองและครอบครัวในอดีตคนไทยใช้บริการของผู้ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน ด้วยการซื้อที่ดินเงินผ่อนในขนาดที่พอกับความสามารถในการผ่อนส่ง ซึ่งผู้จัดสรรที่ดินจะจัดแผนรณรงค์การขายแบบ
“ผ่อนเดือนละ 1 ตารางวา” ใครต้องการที่ดินขนาดใหญ่ก็ต้องผ่อนส่งกับธนาคารนานหน่อย แต่ที่นิยมกันมากในหมู่ข้าราชการสมัยนั้น คือ ที่ดินขนาด 100 ตารางวา ผ่อน 100 เดือนเมื่อผ่อนที่ดินครบใช้เวลาประมาณ 10 ปี ได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน ก็เริ่มคิดปลูกบ้านโดยหาแหล่งทุนเงินกู้จากธนาคารอีก โดยนำที่ดินจดจำนองได้วงเงินมาปลูกบ้าน แล้วผ่อนชำระคืนกับธนาคาร ซึ่งกว่าจะได้กรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งถึงเวลาต้องซ่อมหรือขยายบ้านให้กับสมาชิกใหม่ของครอบครัวพอดี
การสร้างบ้านเองในสมัยก่อนไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะผู้รับเหมาจะมีลูกน้องเป็นช่างประเภทต่างๆ เอง เคลื่อนย้ายมาอยู่กันเป็นครอบครัว โดยเจ้าของบ้านอาจเลือกวิธีจ้างเหมาทั้งของและแรงงาน หรือจ้างเหมาแรงงานและซื้อของเองก็ได้
มาถึงวันนี้ เทคโนโลยีการก่อสร้างซับซ้อนขึ้น ช่างก่อสร้างมีความชำนาญเฉพาะด้านมากขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างไม่สามารถเลี้ยงช่างก่อสร้างได้ทั้งหมด จึงมีการจ้างช่วงกันเป็นเรื่องๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบบการสร้างบ้านนี้ ทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างเปลี่ยนจากนักก่อสร้างบ้านเป็นนักบริหารจัดการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อประสบกับปัญหาเงินทุนและความผิดพลาดในการบริหารจัดการก็จะ
“ทิ้งงาน” ทำให้ผู้อยากมีบ้านต้องปวดใจกับการหาผู้รับเหมารายใหม่ เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และบ้านเสร็จช้าต่อมามีการพัฒนาธุรกิจเป็นบริษัทสร้างบ้านสำเร็จรูป ทำให้ผู้อยากมีบ้านสบายใจขึ้นและได้ราคาถูกลง แต่แบบบ้านมีให้เลือกน้อย ถ้าไม่ถูกใจต้องออกแบบใหม่ราคาก็จะสูงมาก เพราะบริษัทต้องเสียค่าออกแบบและผู้รับเหมาต้องป้องกันความเสี่ยงจากการประเมินราคา คนอยากมีบ้านที่มีฐานะปานกลางจึงไม่สามารถสู้ราคาได้ ต้องใช้ระบบเก่าที่เสี่ยงต่อการ
“ทิ้งงาน” ของการจ้างนักจัดการก่อสร้างเช่นเดิมเมื่อมีการขยายชุมชนมารวมตัวกันมากขึ้นเป็นหมู่บ้าน ปัญหาที่ตามมา คือ การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกของบ้าน เช่น ถนน ทางระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา และเมื่อเป็นชุมชนขนาดใหญ่ก็ต้องมีสนามเด็กเล่น สถานดูแลเด็กเล็ก โรงเรียน ฯลฯ ซึ่งในอดีตสามารถประสานกับเทศบาลช่วยดูแลในการทำนุบำรุงรักษาได้
แต่เมื่อชุมชนขยายตัวมากขึ้นและมีการขยายตัวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น อบต. หรือเทศบาลที่อาจมีขนาดเล็กๆ ซึ่งมีงบประมาณน้อย ไม่เพียงพอสามารถสนับสนุนได้ ปัญหาเรื่องการดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกในระยะยาวจึงมีปัญหามากในหลายชุมชนที่สร้างใหม่
เพื่อตอบสนองความต้องการมี
“วิมาน” ของประชาชน จึงมีนักธุรกิจหัวใสจัดตั้งบริษัทจัดสรรบ้านและที่ดินเป็นโครงการที่มีบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สมบูรณ์ ซึ่งในช่วงแรกเป็นการพัฒนาจากการจัดสรรที่ดินและให้บริการสร้างบ้าน โดยมีแบบให้เลือกไม่มากแบบนัก และใครยังไม่สร้างก็ไม่ว่ากันหมู่บ้านจัดสรรแบบนี้ เมื่ออยู่อาศัยไปนานวันได้ก่อให้เกิดปัญหากับผู้พักอาศัยในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และเกิดข้อขัดแย้งกันมากขึ้น เพราะการก่อสร้างภายหลังมักรบกวนผู้พักอาศัยเดิม เช่น การตอกเสาเข็มทำให้บ้านข้างเคียงชำรุด มลพิษจากการก่อสร้าง หรือเสียงรบกวน รวมถึงการทำให้ถนนเสียหายด้วย
สภาพปัญหาเหล่านี้ ทำให้มีการพัฒนามาเป็นหมู่บ้านจัดสรรบ้านพร้อมที่ดินแบบครบวงจรที่แบบบ้านเหมือนกันทั้งหมู่บ้าน วิธีนี้ทำให้บ้านมีราคาถูกลงเพราะสร้างแบบเดียวเป็นจำนวนมาก ผู้ซื้อมักจะเลือกแบบตามความสามารถในการผ่อนส่ง ซึ่งในช่วงแรกมีคำสั่งคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ออกมาควบคุมมาตรฐานการก่อสร้างและจัดบริการประชาชน แต่ปัญหาในเรื่องการดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคของหมู่บ้านในระยะยาวยังไม่ได้รับการพิจารณาแก้ไข
จนกระทั่งในปี 2543 ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. 2543) ซึ่งช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้ออันเป็นหลักประกันให้กับผู้ซื้อในเรื่องต่างๆ มากขึ้น และมีคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางและคณะกรรมการระดับจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล
และกำหนดให้ผู้ขอจัดสรรบ้านและที่ดิน ต้องจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน และให้อำนาจคณะกรรมการจัดสรรที่ดินนำเงินไปดำเนินการจัดให้มีสาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และปรับปรุงที่ดินได้
พร้อมกันนั้นได้กำหนดให้ผู้พักอาศัยสามารถรวมตัวกันตั้งเป็น
“นิติบุคคลบ้านจัดสรร” เพื่อดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกกันเอง โดยบังคับให้บริษัทเจ้าของโครงการต้องรับภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนของบ้านที่ขายไม่ได้จนกว่าจะมีผู้พักอาศัย แต่ปัญหาการจัดตั้งและการปฏิบัติงานของนิติบุคคลบ้านจัดสรรยังมีปัญหาตามมาอีกมากมาย ทั้งบ้านจัดสรรและอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะปัญหาการไม่ให้ความร่วมมือของเจ้าของบ้านในโครงการ ทั้งที่พักอาศัยอยู่และไม่เข้าพักอาศัยในบ้านที่สร้างเสร็จอย่างไรก็ดี ปัญหาการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการที่เกิดก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีข้อร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโดยตรง คือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และร้องเรียนผ่านคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา มากมายหลายลักษณะ
นอกจากนั้น มีกฎหมายฉบับหนึ่ง คือ พระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. 2551 หรือกฎหมายเอสโครว์ แอคเคานท์ (Escrow Account) ซึ่งมีเจตนาในการตราขึ้นเพื่อควบคุมและป้องกันมิให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แสวงหาประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคมีความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก อีกทั้งจะช่วยลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาด้วย
แต่จากวันที่กฎหมายบังคับใช้มาถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปีเศษแล้ว มีเพียงธนาคารจากต่างประเทศ 2 แห่งที่ให้การบริการเท่านั้น จึงสมควรมีการให้ความรู้กับผู้เกี่ยวข้องและเรียนรู้ปัญหาอุปสรรคของการบังคับใช้กฎหมายนี้ เพื่อพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้เกิดผลต่อประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จึงได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมที่ดิน สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย จัดงาน
“มหกรรมคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์” ในวันเสาร์ที่ 22 ม.ค. 2554 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 306308 และ 309311 อาคารรัฐสภา 2 ถนนอู่ทอง ตั้งแต่เวลา 09.0016.00 น.งานมหกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน ประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ และเป็นการรณรงค์ให้รัฐบาล สมาชิกรัฐสภา และหน่วยงานของรัฐ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์
กิจกรรมในงานนี้ประกอบด้วยการบรรยายชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับ
“กฎหมายการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรและอาคารชุด” และ “กฎหมายการดูแลประโยชน์ของคู่สัญญา”การเสวนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่อง
“การจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรและอาคารชุด ก่อนและหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543” และ “ปัญหาเรื่องร้องเรียนด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค”และเปิดคลินิกให้คำแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งแต่เวลา 09.3016.00 น. ซึ่งผู้สนใจสามารถหารายละเอียดได้จากเว็บไซต์วุฒิสภา http://www.senate.go.th







