
ถกกพช.30ธ.ค.ยื้อแยกก๊าซ2ราคา
พลังงานเสนอ กพช. 30 ธ.ค. ดึงเคาะแยกราคาแอลพีจี 2 ราคา ขอเวลาศึกษา 3 เดือน ห่วงผู้ใช้เอสเอ็มอี
พลังงานเสนอ กพช. 30 ธ.ค. ดึงเคาะแยกราคาแอลพีจี 2 ราคา ขอเวลาศึกษา 3 เดือน ห่วงผู้ใช้เอสเอ็มอี
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 30 ธ.ค. ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีการพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ซึ่งจะเป็นเพียงการขออนุมัติหลักการกรอบการแยกราคาแอลพีจี 2 ราคา คือ ราคาขนส่งและครัวเรือนกับราคาภาคอุตสาห กรรมและปิโตรเคมี แต่ยังไม่มีการกำหนดโครงสร้างราคาที่ชัดเจน
ทั้งนี้ เนื่องจากการแยกแอลพีจี 2 ราคา ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในรัฐบาล โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้รายเล็กกับอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น ผู้ใช้แอลพีจีถังขนาด 48 กิโลกรัม ที่ใช้วิธีนำถังก๊าซมาวางเรียงต่อกันภายในโรงงาน ซึ่งจะขอใช้เวลาในการจัดแยกผู้ใช้กลุ่มนี้ออกมาให้ได้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบใช้แอลพีจีผิดประเภท คาดว่าจะใช้เวลาศึกษา 3 เดือน หลังจากนั้นเดือน มี.ค. 2554 จะนำเสนอรัฐบาลอีกครั้ง
นอกจากนี้ จะมีการเสนอแนวทางการจัดหาแอลพีจีให้เพียงพอกับความต้องการและลดปริมาณการนำเข้า โดยการเพิ่มแรงจูงใจให้โรงกลั่นน้ำมันนำแอลพีจี ที่จำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และใช้ในกระบวนการกลั่น มาจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับประชาชนและเพิ่มการผลิตแอลพีจีให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานกำหนดเพดานราคาแอลพีจีไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในขณะที่ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 920 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ดังนั้น ภาครัฐจะต้องกำหนดราคาแอลพีจีให้สูงกว่าราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ทดแทนแอลพีจี เช่น ราคาก๊าซธรรมชาติ หรือราคาน้ำมันเตา และในส่วนแอลพีจีที่ขายให้ปิโตรเคมี ซึ่งจะต้องให้ราคาที่เท่ากับหรือสูงกว่าราคาที่จำหน่ายให้ภาคปิโตรเคมี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ผลิตนำมาจำหน่ายให้แก่ภาคประชาชน โดยปริมาณการจำหน่ายในส่วนนี้ควรกำหนดราคา ณ โรงกลั่นอ้างอิงกับราคาในตลาดโลก
สำหรับมาตรการดูแลราคาน้ำมันดีเซลจะเสนอ กพช.อนุมัติกรอบการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อรักษาราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งหากราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ และเงินกองทุนน้ำมันฯ ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอ ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม และให้นำเสนอ กพช.พิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้รายงานไว้ว่าจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันดีเซลในเดือน ธ.ค. 2553 เฉลี่ยอยู่ที่ 8892 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มถึงเดือน มี.ค. 2554 คาดว่าน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 102105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ดังนั้น หากใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ 5,000 ล้านบาท ตรึงดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร กองทุนน้ำมันฯ จะติดลบ 1,257 ล้านบาท/ เดือน ตรึงได้ 34 เดือน แต่ถ้าดีเซลตลาดโลกขึ้นอีก 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลให้ราคาปลีกขึ้น 1 บาท/ลิตร กองทุนน้ำมันฯ จะมีสภาพคล่องติดลบ 2,697 ล้านบาท/เดือน และตรึงได้แค่ 2 เดือนในขณะที่ถ้าราคาตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเพิ่มขึ้น 2 บาท/ลิตร หากจะรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในระดับไม่เกิน 30 บาท/ลิตร กองทุนน้ำมันฯ จะมีสภาพคล่อง ติดลบ 4,136 ล้านบาท/เดือนก็จะดูแลได้แค่ 1 เดือนเท่านั้น
โพสต์ทูเดย์ ชงนำกองทุนน้ำมัน 5 พันล้าน พยุงดีเซลแพงไม่เกิน 30 บาท/ลิตร วางโครงสร้างก๊าซแอลพีจี
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติ ( กบง. ) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ ได้มีการเสนอวาระพิจารณาต่อที่ประชุมอย่างน่าสนใจ คือ การแก้ปัญหาน้ำมันแพง การจัดหาก๊าซ แอลพีจี จากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า และ การเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยบุรี
สำหรับ การพิจารณาแก้ปัญหาน้ำมันแพง เสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในวงเงิน 5,000 ล้านบาท ในการรักษาระดับ ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ ลิตร เป็นการชั่วคราวประมาณ 23 เดือน โดยมอบหมาย กบง. รับไปดำเนินการ พร้อมพิจารณาเห็นชอบ ถ้าหากราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ และเงินกองทุนน้ำมันฯในวงเงิน 5,000 ล้านไม่เพียงพอให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ปัญหาเพิ่มเติมและให้นำเสนอ กบง.พิจารณาต่อไป
ส่วนวาระกาจัดหาก๊าซแอลพีจีฯ จะเสนอขอความเห็นชอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาก๊าซแอลพีจีด้านการจัดหา โดยเพิ่มแรงจูงใจให้โรงกลั่นน้ำมันก๊าซแอลพีจีที่จำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและใช้ในกระบวนการกลั่น( own Used ) มาจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับประชาชนและเพิ่มการผลิตกาซแอลพีจีให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน มอบหมายให้ กบง.รับไปดำเนินการ และมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและปตท.รับไปดำเนินการศึกษาจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการนำเข้าแอลพีจีในอนาคต เช่น ท่าเรือ คลัง และระบบขนส่ง
ตามเอกสารกบง. ระบุ แนวโน้มราคาก๊าซแอลพีจีปี 2554 คาดว่าราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ในช่วง 8090 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คาดว่าราคาก๊าซแอลพีจีอยู่ระหว่าง 635890 เหรียญสหรัฐ/ตัน เฉลี่ย 762 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ประมาณการจัดหา ต้องการก๊าซแอลพีจี ปี 2554 คาดว่าโรงงานแยกก๊าซธรรมชาติ 6 จะเริ่มดำเนินการผลิตจะส่งผลให้การผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 96,000 ตัน/เดือน แต่จะจำหน่ายให้ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นไปตามสัญญาในการสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ 6 จึงเหลือมาจำหน่ายให้ภาคครัวเรือน ขนส่ง / อุตสาหกรรม ไตรมาส 12 ที่ระดับ 6,000 ตัน/เดือน และไตรมาส 34 อยู่ที่ระดับ 3หมื่นตัน/เดือน เนื่องจากความต้องการใช้ในส่วนปิโตรเคมีได้เพิ่มขึ้นจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าเฉลี่ย 123 พันตัน/เดือน
สำหรับปริมาณการชดเชยนำเข้าก๊าซแอลพีจีปี 2554 คาดว่า หากต้องการนำเข้าตามการจัดหา จะมีภาระในการชดเชยนำเข้าก๊าซแอลพีจี 21,118 ล้านบาท







