
จีนนำทัพตลาดเกิดใหม่ ผุดอภิมหาโปรเจกต์แซงหน้ามะกัน
นาทีนี้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่เพียงเป็นดาวเด่นจรัสแสงบนเวทีเศรษฐกิจโลก จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วิ่งฉิ่ว
นาทีนี้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่เพียงเป็นดาวเด่นจรัสแสงบนเวทีเศรษฐกิจโลก จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วิ่งฉิ่ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นาทีนี้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่เพียงเป็นดาวเด่นจรัสแสงบนเวทีเศรษฐกิจโลก จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วิ่งฉิ่ว
แต่กลุ่มประเทศดาวรุ่งเหล่านี้ ยังแซงโค้งประเทศมหาอำนาจในซีกโลกตะวันตก ด้วยการขึ้นแท่นเป็นภูมิภาคที่มีเม็ดเงินลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมากที่สุดอีกด้วย
เอพี รายงานว่า เมื่อ 2,500 ปีก่อน “แกรนด์ คาแนล” เป็นเส้นทางการค้าสำคัญของจีน สำหรับใช้ขนเมล็ดข้าวจากตอนเหนือไปยังตอนใต้
ทว่า ปัจจุบันเส้นทางความยาว 1,800กิโลเมตรแห่งนี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดราว 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อย่างโครงการผันน้ำจากแม่น้ำแยงซีมายังตอนเหนือของประเทศไปแล้ว
ไม่เพียงแค่มังกรจีน แต่โปรเจกต์ระดับบิ๊กเช่นนี้ยังผุดขึ้นในประเทศอื่นๆ ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น บราซิล ไปจนถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างกำลังเดินหน้าโครงการยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงของชาวมะกันและตะวันตก ที่เป็นเจ้าของตำนานในการสร้างสาธารณูปโภคมูลค่าเม็ดเงินมหาศาล
อาทิ เขื่อนฮูเวอร์ของสหรัฐ ที่เคยพาดหัวข่าวใหญ่เมื่อ 80 ปีก่อน แต่มาวันนี้กลับต้องเสียพื้นที่สื่อให้กับเขื่อนสามผาของจีน มูลค่า 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
อะไรคือแรงขับดันเบื้องหลังที่ทำให้กลุ่มตลาดเกิดใหม่ ต้องละเลงเม็ดเงินมหาศาลไปกับอภิมหาโปรเจกต์เหล่านี้
คำตอบคือ “สาธารณูปโภคพื้นฐาน” ถือเป็นรากฐานสำคัญในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากโครงการก่อสร้างที่เฟื่องฟูในยุคศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟและทางหลวงได้พลิกโฉมสหรัฐให้กลายเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม
ดังนั้น จึงไม่แปลกหากเทรนด์นี้ กำลังจะถ่ายโอนมายังกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่
“โครงการเหล่านี้ในประเทศกำลังพัฒนาจะใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญทั้งหมดไม่เพียงสร้างขึ้นเพื่อรองรับความต้องการเท่านั้น แต่ยังเตรียมไว้รองรับความหมายด้านการเติบโตในอนาคตด้วย” วิลเฟรด เหลา ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการออกแบบ โอเว เอรับ แอนด์ พาร์ตเนอร์ ในฮ่องกง กล่าว
นอกจากนี้ ข้อมูลที่เอพีรวบรวมจากรัฐบาลและบริษัทต่างๆ ยังพบว่า ครึ่งหนึ่งของ 30 โครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเป็นของจีน บราซิล กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
ในจำนวนนี้อีกกว่า 10 แห่ง เป็นโครงการในกลุ่มประเทศร่ำรวย ส่วนอีก 3 โครงการเป็นท่อส่งพลังงานที่เชื่อมยุโรปตะวันตกกับรัสเซียและตุรกี
กระนั้นก็ตาม แม้โครงการในลักษณะนี้จะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะต้องเสร็จสมบูรณ์เสมอไป เพราะบ่อยครั้งที่โครงการเหล่านี้ต้องล้มพับไปก่อน หากรัฐบาลเกิดถังแตก อย่างเช่นรัฐบาลตะวันตกหรือญี่ปุ่น หรือขัดสนเงินทองอย่างกลุ่มประเทศยากจน
ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนขั้วจากตะวันตกมายังกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่าง จีน และบราซิล ทำให้ความเจริญต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาด้วย
“เม็ดเงิน” ที่ไหลเข้ามาในกลุ่มขุมทองแห่งใหม่ของโลกนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีเงินถุงเงินถังมาทุ่มในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชากร พร้อมปูทางสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับต่อไป
ทว่า แม้เงินทุนจะหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แต่ใช่ว่าเม็ดเงินเหล่านี้จะถูกนำมาเป็นท่อน้ำเลี้ยงโครงการยักษ์ใหญ่ทั้งหมด
เหตุผลก็เพราะบางครั้งงบประมาณเหล่านี้ก็ถูกตัดตอนโดยการคอร์รัปชัน หรือทำไปเพื่อประดับบารมี ดั่งเช่นการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลราว 450 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างสนามกีฬาสำหรับใช้ในการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2008
กระนั้นก็ตามใช่ว่าจะมีเพียงรัฐบาลกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กล้าควักกระเป๋าผุดโปรเจกต์บิ๊กเบิ้ม เพราะโครงการก่อสร้างในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็ยังมีให้เห็นมาก
อังกฤษเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เพิ่งวางแผนทุ่มงบประมาณ 1.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สร้างฟาร์มพลังงานลมนอกชายฝั่ง ซึ่งนับเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก จากการสำรวจของเอพี ตามด้วยโครงการสร้างทางหลวงไดนิโทมีอิของญี่ปุ่น มูลค่า 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เช่นเดียวกับสหรัฐ ที่ไม่เพียงมีอภิมหาโปรเจกต์มูลค่า 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในมือ แต่ยังรวมถึงโครงการระบบควบคุมการจราจรทางอากาศแบบใหม่ มูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้สหรัฐรั้งอันดับ 13 ตามด้วยโครงการมูลค่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อยกระดับกำแพงกันน้ำท่วมในรัฐนิวออร์ลีนส์ และแผนสร้างโรงงานนิวเคลียร์สองแห่งในรัฐจอร์เจีย
แต่ถึงกระนั้น ตามข้อมูลของทางการสหรัฐ พบว่า เมื่อเปรียบเทียบปริมาณเม็ดเงินที่แต่ละประเทศใช้ในโครงการเหล่านี้ พบว่า งบประมาณสำหรับก่อสร้างในสหรัฐมีเพียง 2% ของตัวเลขจีดีพีเท่านั้น ขณะที่ยุโรปมี 5% ของจีดีพี ผิดกับจีนที่ทุ่มงบประมาณในโครงการเหล่านี้คิดเป็น 9% ของจีดีพี
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา นำโดยจีน ทุ่มงบราว 3.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทางหลวง ทางรถไฟ สะพาน คลอง และโครงการด้านพลังงาน
ขณะที่บราซิล ทุ่มงบ 1.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง เชื่อมระหว่างกรุงริโอเดอจาเนโรและนครเซาเปาโล และอีก 1.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สร้างโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำเมไดรา แม่น้ำสาขาหลักของแม่น้ำอเมซอน
กระนั้นแม้โครงการสร้างสาธารณูปโภคจะกำลังเฟื่องฟู แต่สำหรับ “อินเดีย” ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ทั้งนี้ เนื่องจากแดนภารตมีเพียงโครงการโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ มูลค่า 9.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เพิ่งลงนามร่วมกับฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้เองที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าเป็นจุดอ่อนของอินเดีย
ส่วนทวีปแอฟริกา ซึ่งแม้จะมีโครงการก่อสร้างเพียงแห่งเดียวที่ติด 30 อันดับโครงการก่อสร้างใหญ่ที่สุด นั่นคือโครงการทางหลวงขนาดเลนความยาว 1,216 กิโลเมตร มูลค่า 1.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเชื่อมระหว่างแอลจีเรีย ตูนิเซีย และโมร็อกโก แต่ดินแดนที่ได้ชื่อว่ายากจนที่สุดในโลกแห่งนี้ กลับมีเม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐสำหรับสร้างเส้นทางรถไฟตัดถนนเส้นใหม่ๆ
เพียงแต่ว่าทั้งหมดเป็นเม็ดเงินที่มังกรจีนเป็นผู้หว่านเพื่อแลกกับการเข้าถึงแหล่งแร่ ถ่านหิน และน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มกระแสก่อสร้างบูมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะไม่จางหายไปในช่วงสั้นๆ นี้
บริษัท บอสตัน คอนซัลทิง กรุ๊ป ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมากกว่า 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับโครงการสาธารณูปโภคในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า
แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้น นอกจากเศรษฐกิจของภูมิภาคจะวิ่งฉิวแล้ว ความเป็นอยู่ของผู้คนจะดีพุ่งติดจรวดไปด้วย







