
ปชป.-พท.ชิงมวลชนติดกับดัก ประชานิยม
หลังความตึงเครียดการเมืองคลี่คลาย... “ซานต้ามาร์ค” เดินเครื่องออกนโยบายซื้อใจรากหญ้าระลอกใหม่ ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่สัญญาณเลือกตั้งถูกตีปี๊บว่ากำลังจะเกิดขึ้น
หลังความตึงเครียดการเมืองคลี่คลาย... “ซานต้ามาร์ค” เดินเครื่องออกนโยบายซื้อใจรากหญ้าระลอกใหม่ ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่สัญญาณเลือกตั้งถูกตีปี๊บว่ากำลังจะเกิดขึ้น
โดย...ทีมข่าวการเมือง
หลังความตึงเครียดการเมืองคลี่คลาย... “ซานต้ามาร์ค” เดินเครื่องออกนโยบายซื้อใจรากหญ้าระลอกใหม่ ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่สัญญาณเลือกตั้งถูกตีปี๊บว่ากำลังจะเกิดขึ้น
แม้ที่ผ่านมาจะพยายามออกตัวว่าไม่ใช่ “ประชานิยม” พร้อมสร้างความต่างด้วยคำว่า “สวัสดิการสังคม” แต่ก็ไม่อาจลดกระแสวิจารณ์ถึงการกลับลำมาเดินหน้านโยบายลดแลกแจกแถมที่ประชาธิปัตย์เคยตั้งป้อมโจมตีพรรคไทยรักไทยสมัยยังเป็นฝ่ายค้าน
ทั้งรุ่นประชานิยมนำร่องตั้งแต่สมัย เรียนฟรี รักษาฟรี มาจนถึงเงินอาสาสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จนถึงสารพัดโครงการภายใต้งบ “ไทยเข้มแข็ง” ที่ปูพรมไปทั่วประเทศก่อนหน้านี้
ล่าสุดกับส่วนขยายประชานิยมที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ 4 กลุ่ม กว่า 5 ล้านคน ภายใต้โครงการเร่งรัดปฏิบัติการเร่งด่วน
กลุ่มแรก มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จะยกเครื่องระบบวิน ระบบการขึ้นทะเบียน ลดปัญหาการจ่ายส่วย ค่าปรับ ฯลฯ ลดภาระค่าใช้จ่ายได้ 1,0002,000 บาทต่อเดือน
กลุ่มที่ 2 แท็กซี่รับจ้างที่จะมีการพัฒนาจุดจอดรถ ระบบจอดรถ เปิดให้ผ่อนราคาถูกวันละ 400550 ในโครงการ “แท็กซี่ไทยเข้มแข็ง”
กลุ่มที่ 3 หาบเร่แผงลอย รัฐบาลจะสร้างจุดผ่อนผันการค้าขายที่ถูกกฎหมาย 200 จุด ให้ผู้ค้า 6,000 ราย และภายใน 1 ปี จะเพิ่มให้ถึง 1,000 จุด ซึ่งจะลดรายจ่ายได้ 1,000 บาทต่อเดือน
กลุ่มที่ 4 อาชีพรับจ้าง และลูกจ้าง คนทำงานกลางคืน ที่ไม่เข้าสู่ระบบการประกันสังคม ซึ่งจะดึงเข้ามาสู่ระบบเข้าถึงการรักษาพยาบาล และการออม
ยังไม่รวมกับการปรับขึ้นเงินเดือนยกแผงของข้าราชการประจำ ข้าราชการบำนาญ ลูกจ้าง และนักการเมือง ที่ ครม.เพิ่งมีมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยให้มีผลในเดือน เม.ย.ปีหน้า
ท่ามกลางเสียงคัดค้านในส่วนของการขึ้นเดือน สส. สว. ประมาณ 14% ด้วยเหตุผลเรื่องค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นไม่คุ้มค่ากับการทำงานแบบ หลังยาว ในช่วงที่ผ่านมา
แม้ในส่วนการขึ้นเงินเดือนของ อบต.จะถูก ครม.ตีกลับให้ไปทบทวน ร่วมกับกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ แต่ทางพรรคภูมิใจไทยยังไม่ละลดความพยายามเดินหน้าผลักดันเต็มตัว เพราะ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย (มท.1) ได้ลงนามให้มีการขึ้นเงินเดือน อบต.มีผลไปแล้วในต้นปีหน้า
ไปจนถึงความพยายามของ สก. สข. ที่เริ่มเคลื่อนไหวขอขึ้นเงินเดือน ที่ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เข้าพบ มท.1 ผลักดันเรื่องนี้
“มหกรรมซื้อใจ” ที่รัฐบาลกระหน่ำออกมาในช่วงนี้ จึงมีผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลที่เริ่มกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะโครงการในลักษณะ ลด แลก แจก แถม โดนใจประชาชน แรงงานกลุ่มต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังขยายวง
สอดรับกับผลสำรวจจาก “เอแบคโพลล์” ล่าสุด “ภาวะผู้นำ” ของ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพุ่งสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ การควบคุมอารมณ์ การเคร่งครัดต่อหลักศีลธรรม
โดยเฉพาะหลังจากที่ “รัฐบาล” ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ สามารถฝ่าคลื่นลมเผชิญกับ “วิกฤต” ต่างๆ จนอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงปัจจุบัน ชนิดที่หลายคนไม่คาดคิด
ทิศทางการเคลื่อนไหวต่อสู้ในทางการเมืองจากนี้ จึงเบนเข็มเข้าสู่การต่อสู้กันในเชิงนโยบาย แทนการตอบโต้ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา รองรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ยิ่งในวันที่บทบาทการทำหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ต่อการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล เป็นไปอย่างกะปลกกะเปลี้ย แม้จะมีบางจังหวะที่เขย่ารัฐบาลให้สั่นสะเทือนได้บ้างกับประเด็นเงื่อนงำทุจริตในโครงการต่างๆ
แต่ด้วยทิศทางการทำงานที่สะเปะสะปะไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน บทบาทฝ่ายค้านของเพื่อไทยจึงไม่มีพลังเพียงพอในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล
โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเอง ทั้ง “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” “สุชาติ ธาดาธำรงเวช” ต่างทำงานกันแบบเอกเทศ ไปคนละทิศละทาง
รวมทั้งไม่สามารถผลักดันนโยบายใหม่ๆ ขึ้นมาเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ด้วยเหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลาบ้าง กลัวเปิดนโยบายแล้วถูกลอกบ้าง จึงทำให้ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ในบทบาทการตรวจสอบรัฐบาล และการเสนอทางเลือกใหม่ ไม่เปรี้ยงปร้างในช่วงที่ผ่านมา
แต่สุดท้าย “เพื่อไทย” ไม่อาจปฏิเสธที่ต้องลงมาแข่งขันในเชิงนโยบาย จึงเตรียมปรับแผนเดินหน้าเรียกคะแนนจากประชาชนอีกครั้ง ไม่ให้เสียชื่อเจ้าตำรับประชานิยม
ตอกย้ำด้วย “สัญญาณ” จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่โฟนอินมาคุยกับ สส.พรรคว่าจะเขียนนโยบายล็อตใหม่ให้ลูกพรรค เอาไปขายประชาชน คงความเป็นประชานิยมขนานแท้
บทเรียนสำคัญจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถสร้างจุดขายใหม่ๆ ได้ การจะหวังเพียงแค่กระแสทักษิณเพียงอย่างเดียว ย่อมทำให้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่โหมประชานิยมลงพื้นที่ค่อยๆ แบ่งคะแนนจากเพื่อไทยตุนคะแนนเข้ากระเป๋าไปเรื่อยๆ
ซึ่งจากนี้จะเห็น เพื่อไทยเปิดนโยบายต่างๆ ในช่วงลงพื้นที่เหนือ อีสาน ปีหน้าหนักขึ้น
การแข่งขันเชิงนโยบายที่กำลังเกิดขึ้น จึงอาจจะกลายเป็นการแข่งขัน เชิงประชานิยม ที่แต่ละพรรคต่างงัดมาเป็นจุดขายสำคัญ
ไม่เฉพาะ ประชาธิปัตย์ หรือเพื่อไทย เท่านั้น เมื่อ ภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวชัดเจนภายใต้แนวทาง “ประชานิยม สังคมเป็นสุข” กำลังเดินหน้าเร่งสร้างผลงานเข้าต่อสู้ในสนามนี้ด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมาสารพัดโครงการประชานิยมของ “ภูมิใจไทย” ถูกประกาศออกมาชิมลางไม่ว่าจะเป็น “1 หมู่บ้าน 1 ลานกีฬา” หรือ “1 อบต.1 ธนาคาร 1 โรงสี” ตามมาด้วย โครงการถนนปลอดฝุ่น ฯลฯ
นับจากนี้จึงเป็นการเริ่มต้น สงครามประชานิยม อย่างเข้มข้น ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องดีที่ชาวบ้านจะได้อานิสงส์กับนโยบายซื้อใจทั้งหลาย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาระงบประมาณที่จะตามมาในอนาคต และดีไม่ดีอาจทำให้ประเทศล่มสลายหากไม่เข้มงวดเรื่องวินัยการเงินการคลัง
ทุกพรรคดูจะหนีไม่พ้นกับดักประชานิยมแล้ว!







