posttoday
มาร์คจุติรุมอัดเอไอเอสชี้หมดยุคอุ้มแล้ว

มาร์คจุติรุมอัดเอไอเอสชี้หมดยุคอุ้มแล้ว

10 ธันวาคม 2553

นายกฯจุติ เรียงหน้าโต้เอไอเอสดีแทค ย้ำไม่เคยเลือกปฏิบัติ รมว.ไอซีที เดือด ชี้เอไอเอสอย่าเคยตัว

นายกฯจุติ เรียงหน้าโต้เอไอเอสดีแทค ย้ำไม่เคยเลือกปฏิบัติ รมว.ไอซีที เดือด ชี้เอไอเอสอย่าเคยตัว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่สามารถเร่งรัดหรือกำหนดระยะเวลาการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวแล้ว

รวมถึงไม่เคยเลือกปฏิบัติกับบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ และไม่เข้าใจว่าทำไมผู้บริหารของเอไอเอสถึงต้องออกมาให้ข่าวเช่นนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะกำลังถูกคณะกรรมการจากหลายฝ่ายตรวจสอบเรื่องของสัญญาของเอไอเอสที่อาจมีการเอื้อกันในอดีต

สำหรับเรื่องความไม่เท่าเทียมกันนั้น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยืนยันแล้วว่าไม่เคยเลือกปฏิบัติ แต่ที่ข้องใจ คือ เอไอเอสไม่เคยทำหนังสือมาร้องเรียน แต่กลับบอกว่าร้องเรียนมาแล้วรัฐบาลไม่สนใจ

การให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้บริหารของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) แถลงข่าวเปิดใจเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการเปิดประมูล 3จี และเลือกปฏิบัติให้เอกชนบางรายเกิดความได้เปรียบ

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้บริหาร 2 ค่ายมือถือ บมจ.แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส(เอไอเอส) และบมจ.โทเทิ่ล แอ็กเซส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) แถลงร่วมกันเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล ว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะมีเรื่องที่ปนกันอยู่หลายเรื่อง และต้องพูดเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เรื่องแรกเกี่ยวกับการประมูล 3 จีและการทำตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องของ 3 จีที่จริงทุกบริษัททราบอยู่แล้วว่าเป็นอำนาจของใคร ไม่ใช่อำนาจของรัฐบาล และการที่จะมีอำนาจมากน้อยแค่ไหนในการดำเนินการของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ก็เป็นการวินิจฉัยของศาลไม่ได้เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล เพราะเมื่อรัฐบาลเห็นปัญหาก็ได้เร่งรัดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ก็ผลักดันจนผ่านสภาฯ และเมื่อผ่านแล้วเราก็พูดชัดเจนในการเตรียมการที่จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายในการที่จะตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

“ผมก็ไม่เข้าใจว่าผู้บริหารเอไอเอสมีเจตนาอะไรที่มากล่าวหารัฐบาลในเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ามันมีปัญหาความขัดแย้งเดิมหรือเปล่าในสัญญาที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการชุดต่างๆ และก็มีเรื่องของสัญญาที่อาจไปเอื้อประโยชน์กันในอดีตแล้วก็ต้องมีการดำเนินการ เพราะในเรื่องนี้รัฐบาลได้แสดงจุดยืนชัดเจนในการผลักดันเร่งรัดตามอำนาจหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของรัฐบาล ผู้บริหารเอไอเอสย่อมทราบอยู่แล้วว่าไม่ใช่เรื่องที่จะมากดดันรัฐบาล”นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 เรื่องที่บอกว่ามีปัญหาความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในเรื่องของการอนุญาต ตนเรียนว่าตนได้รับหนังสือร้องเรียนจากดีแทค แต่ไม่เคยได้รับหนังสือจากเอไอเอส ที่ไปบอกว่าร้องตนแล้วตนไม่ทำอะไร ก็ไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไร ส่วนกรณีของดีแทคนั้นเมื่อหนังสือมาถึงก็ได้ส่งหนังสือต่อไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ก็ได้รายงานมาเบื้องต้นและยืนยันว่าเขาไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่หากมีข้อข้องใจก็สอบถามกันได้

“เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ แต่ว่าผมข้องใจผู้บริหารเอไอเอสว่ามีเจตนาอะไร เพราะว่าผมก็ไม่ได้มีการดำเนินการอะไรที่เป็นสิ่งที่ไปกระทบกระเทือนสร้างความเสียหาย ยกเว้นทำหน้าที่ตามกฎหมายในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ”นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าเชื่อว่าผู้บริหารเอไอเอสใช้เรื่องนี้มากดดันรัฐบาลเพื่อไม่ให้ไปรื้อสัญญาสัมปทานใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเขามีเจตนาอะไร แต่แปลกใจว่าที่กล่าวหารัฐบาลมันไม่มีเหตุมีผล ผู้สื่อข่าวถามว่าทั้ง 2 บริษัทพูดลักษณะที่ว่าถูกเลือกปฏิบัติในหลายกรณี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเรียนแล้วว่าดีแทคได้ทำหนังสือร้องเรียนมาตนก็ส่งให้กระทรวงไอซีทีและไอซีทีก็รายงานเบื้องต้นยืนยันกับตนว่าเขาไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่หากข้อเท็จจริงมีอะไรเพิ่มเติมที่อยากจะร้องเรียนมาก็ทำได้

“อันนี้ผมเข้าใจเวลาที่บริษัทร้องเรียนมาอะไรต่างๆ หน่วยงานมีความเห็นอย่างหนึ่ง หากมีความเห็นไม่ตรงกันก็สามารถร้องเรียนได้ไม่มีปัญหา แต่ที่ผมข้องใจคือเอไอเอสเพราะว่าไม่ได้มีการร้องเรียนมาแล้วบอกว่าร้องเรียนมา” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าทำหนังสือของเอไอเอสตกหล่นไว้ที่ไหนหรือเปล่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบว่าตกหล่นหรือเปล่า แต่ว่าก็สามารถติดตามกันได้ แต่ว่าที่มากล่าวหาเรื่องอื่นก็ไม่จริงอีกผู้สื่อข่าวถามว่าทั้ง 2 บริษัทระบุว่ามีบริษัทหนึ่งที่เป็นคู่แข่งมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อันนั้นเขาก็อ้างมา และตนก็ให้ทางกระทรวงไอซีทีได้ชี้แจงแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นเพราะถูกมองว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีที่เป็นเจ้าของเครือข่ายทรูมูฟมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลแล้วได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลเหนือกว่าทั้ง 2 บริษัท นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางกระทรวงไอซีทีได้อธิบายกับตนว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่ว่าเรื่องนี้ถ้ามีข้อข้องใจก็สอบถามได้

ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที กล่าวว่า เอไอเอสเคยตัวกับระเบียบตั้งแต่ช่วงปี 2539 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากการที่มีอันธพาลการเมือง ครอบงำและเอื้อประโยชน์ให้กับเอไอเอสมาโดยตลอด และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ โดยมีหลักฐานชัดเจนว่าพยายามผลักดันโครงการต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมใน 4 เรื่อง คือ การผลักดันโครงการ 3 จีทั่วประเทศ การเร่ง ร่าง พ.รบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ....

การยุติสัญญาสัมปทานแล้วเปลี่ยนเป็นใบอนุญาต หรือ ไลเซ่นส์ ที่เรียกว่า เคทู และการเร่งผลักดันโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติที่คาดว่าแผนปฏิบัติการจะเสร็จภายใน มค.ปีหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลทำทุกทางที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการมากที่สุด

“กรุณาอย่าฉวยโอกาสใช้ราชการเป็นเครื่องมือหากินในการทำธุรกิจ เพราะขณะนี้ปี 2553 ไม่ใช่ปี 2539 ที่อันธพาลการเมืองครอบงำธุรกิจโทรคมนาคม และรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยช่วยใครทั้งสิ้นแต่การที่ทั้งเอไอเอสและดีแทคออกมาโวยวาย เป็นเพราะวิตกจริตในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง” นายจุติ กล่าว

ส่วนกรณีที่ทั้ง 2 ราย กล่าวหาว่า รัฐบาลมีส่วนช่วยให้ทรูมูฟซื้อ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือ ฮัทช์ สำเร็จนั้นขอย้ำว่า ดีลครั้งนี้เป็นเรื่องของเอกชนกับเอกชน ซึ่งทั้งเอไอเอสและดีแทคสามารถเสนอซื้อฮัทช์ได้เช่นกัน แต่ในเมื่อทั้ง 2 รายไม่ได้ดำเนินการแล้วมาโทษว่าไม่เป็นธรรมกับรายอื่น จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ดังนั้น ขอให้ทางเอกชนทั้ง 2 ราย หยุดกล่าวหารัฐบาลได้แล้ว

นายจุติ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้เน้นการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม โดยพยายามให้เกิดการแปรสัญญาสัมปทานแต่ที่ไม่สำเร็จนั้น เพราะการแปรสัญญาต้องอาศัยความร่วมมือจากเอกชนทั้ง 3 ราย แต่ขณะนี้เหลืออายุสัญญาไม่เท่ากัน ทำให้ตกลงกันไม่ได้ จึงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล

สำหรับประเด็นคณะกรรมการมาตรา 22 ที่ ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบสัญญานั้น ยืนยันว่ายังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้เร่งให้ส่งรายละเอียดทั้งหมดในวันที่ 15 ธ.ค.นี้

ขณะที่การเลิกจ้างนายวรุธ สุวกรของคณะกรรมการ หรือ บอร์ดทีโอที ทางบอร์ดได้หารือก่อนหน้านี้แล้ว เพราะอึดอัดที่มอบหมายงานหลายเรื่องให้ดำเนินการ แต่ไม่คืบหน้า

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัทขอยืนยันถึงวัตถุประสงค์ของการออกมาแถลงข่าว“เปิดใจ เอไอเอส – ดีแทค บนเส้นทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย" เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมนั้น ไม่ได้ออกมากดดันรัฐบาลแต่อย่างใด

ในทางกลับกันบริษัทพร้อมสนับสนุนและขอบคุณรัฐบาลที่ดำเนินการผลักดันให้เกิดคณะกรรมการองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งบริษัทต้องการให้รัฐบาลผลักดันให้เกิดการประมูลใบอนุญาต 3 G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพราะหากสามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้เป็นสำเร็จ ผลประโยชน์ต่างๆที่เกิดจากการมีไลเซ่นส์ 3G จะก่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

ขณะเดียวกัน บริษัทต้องการที่จะเห็นการแข่งขัน การดำเนินธุรกิจที่มีความโปร่งใส เท่าเทียมกันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำดังกล่าว บริษัทไม่ได้ต้องการที่จะร้องเรียนหรือมีเจตนากล่าวหาใคร ไม่โปร่งใส หรือมีการกระทำใดที่ก่อเกิดความไม่เท่าเทียมกัน

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร