posttoday

"จตุพร"เชื่อเหตุระเบิดในกทม.มีเป้าหมายการเมือง

04 สิงหาคม 2562

ประธานนปช.ยกอดีตเทียบเชื่อเหตุระเบิดในกทม.มีเป้าหมายการเมือง ขอเจ้าหน้าที่สอบสวนตรงไปตรงมา หาคนอยู่เบื้องหลังให้ได้

ประธานนปช.ยกอดีตเทียบเชื่อเหตุระเบิดในกทม.มีเป้าหมายการเมือง ขอเจ้าหน้าที่สอบสวนตรงไปตรงมา หาคนอยู่เบื้องหลังให้ได้

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2562 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวทางสถานีโทรทัศน์ พีซทีวีว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ กรณีระเบิดที่เกิดขึ้นได้ถูกหยิบฉวยเป็นเครื่องมือทำลายทางการเมืองกันมาโดยตลอด ไม่ได้มีแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างที่ควรจะเป็น เหตุการณ์ระเบิดเมื่อปี 2549 เกิดขึ้นวันที่ 31 ธันวาคม เวลา 6โมงเย็น หลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดขึ้นหลังยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้แม้แต่เพียงคนเดียว มีการออกหมายจับชายไทยไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบหน้า

ดังนั้น จึงเป็นการวางระเบิดที่มีความมุ่งหมายไม่ได้เอาชีวิตใคร แต่มีความประสงค์ต้องการผลลัพธ์ทางการเมือง แต่ว่า ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็รับชะตากรรมจำนวนหนึ่ง

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ส่วนปี 2557 ก็เช่นกัน เกิดระเบิดขึ้นในทางภาคใต้ มีการจับกุมบุคคลส่วนใหญ่ชราภาพ ท้ายที่สุดก็มีการปล่อยตัวออกไป แต่ในระหว่างนั้น แต่ละฝ่ายก็ต่างหยิบฉวยมาว่า ฝ่ายตรงข้ามต้องการสร้างสถานการณ์ให้กับตัวเอง เช่น ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่า ฝ่ายตรงข้ามสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ส่วนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็บอกว่า รัฐบาลสร้างเรื่องเพื่อกลบข่าว และทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิด มักจะเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็ไม่ได้ใช้วิธีตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ใช้ในการพิสูจน์หลักฐานอย่างตรงไปตรงมา

"เป้าหมายของระเบิด คือต้องการอนุภาพทางการเมืองมากกว่าความมุ่งหมายชีวิต กรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดก็เช่นเดียวกัน"นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ควรจะมาทำกันอย่างตรงไปตรงมากันสักครั้ง ทั้งรัฐบาล ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาจะได้หรือไม่ ไม่เอาแพะ ไม่สร้างสถานการณ์ทางการเมือง เพื่อจะบอกว่านี่ไม่ใช่ระเบิดทางการเมืองรวมทั้ง ต้องระมัดระวังให้มากก็คือ หากบอกว่าผู้กระทำการ มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งไปกันใหญ่ หากชี้ว่า การปฏิบัติการได้ข้ามจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จะส่งผลให้เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วจะย่อยยับมากกว่านี้

ขณะที่ รัฐบาลก็ไม่ต้องไปแทรกแซง ควรปล่อยให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนตรงไปตรงมาตามกระบวนยุติธรรม ผู้ตรงสงสัยก็ได้รับสิทธิการต่อสู้ เพื่อพิสูจน์ว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้

“มิฉะนั้น สถานการณ์ทางการเมืองเรื่องนี้ จะถูกหยิบฉวยมาใช้งานท่ามกลางความหายนะของประเทศ เพราะฉะนั้น บทเรียน ปี 2549 พอเกิดระเบิดขึ้น ก็โยนไปให้อีกซีกหนึ่งเป็นพวกกระทำการ หน่วยโฆษณาก็ยัดเหยียดให้อีกฝ่ายหนึ่งทันที ครั้งนี้ก็เป็นลักษณะเช่นนี้”นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร ยังกล่าวถึง การมองสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ว่า อย่างที่ตนเคยพูดไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่า ไม่ต้องทำอะไร และการที่เรายืนอยู่ ในฐานที่มั่นคงแข็งแรงนั้นสุดท้ายแล้วฝ่ายรัฐจะเป็นฝ่ายที่กระทำตัวเอง โดยเฉพาะ 2 หัวข้อใหญ่ในการแถลงนโยบายที่ทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ อาทิ รัฐบาลที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น จะต้องชี้แจงที่มาของรายได้ ว่านโยบายที่ประกาศกันมานั้นเอารายได้มาจากที่ใด แต่ปรากฎว่าการแถลงนโยบายที่ผ่านมาไม่ได้เขียนที่มาของรายได้ที่จะนำเอาไปทำนโยบาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายจตุพร ระบุว่า เรื่องคำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลนั้น ไม่ได้กล่าวอย่างครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อมีการกล่าว คําปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน จึงกระทำการผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเป็นรัฐบาลอื่น แค่ 2 หัวข้อดังกล่าวก็พ้นจากการเป็นรัฐบาลแล้ว

อย่างไรก็ตาม จะต้องตั้งหลักให้มั่น เพราะหัวข้อหลักนั้นคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังจะต้องมีความมุ่งมั่น เพราะตราบใดที่รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้รับการแก้ไข จะเลือกตั้งอย่างไรภายใต้ 5 ปีนี้ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยากกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา ถ้ากระแสประชาชนไม่แรงจริงๆ” นายจตุพรกล่าว

ข่าวล่าสุด

ดีเซลพุ่ง6บาท/ลิตร เรือแสนแสบขึ้นค่าโดยสาร2บาทเริ่ม30มีนาคม69