
รวมเศรษฐกิจกันเราอยู่ทางออกแก้ปัญหาสหรัฐพิมพ์แบงก์
กลายเป็นเรื่องใหญ่เขย่าเศรษฐกิจโลก เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำง่ายๆ
กลายเป็นเรื่องใหญ่เขย่าเศรษฐกิจโลก เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำง่ายๆ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
กลายเป็นเรื่องใหญ่เขย่าเศรษฐกิจโลก เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำง่ายๆ ด้วยการสั่งพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นที่รู้กันว่าเงินสหรัฐนั้นเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก และมีการพิมพ์ธนบัตรโดยไม่มีสินทรัพย์หนุนหลังเหมือนบางประเทศ เช่น ไทย ที่มีทองคำหนุนหลัง ทำให้รัฐบาลทั่วโลกกังวลใจว่าการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐไม่ดี จะทำให้มูลค่าความมั่งคั่งของโลกลดลงเมื่อค่าเงินสหรัฐอ่อนค่า
ที่ว่าความมั่งคั่งของโลกลดลงก็เพราะเงินทุกสกุลในโลก โดยเฉพาะสกุลใหญ่ๆ นั้น จะมีการเทียบเคียงกับเงินเหรียญสหรัฐทั้งสิ้น
ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ กระทั่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยเอง ยังมีความกังวลต้องสั่งการให้ รมว.คลัง กรณ์ จาติกวณิช และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือกันเพื่อหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
การเตรียมการรับมือนี้ ก็เพราะไทยจะได้รับผลกระทบจากการเสื่อมค่าของเงินเหรียญสหรัฐเช่นกัน แม้ในระบบตะกร้าเงินของทุนสำรองทางการระหว่างประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงลดน้ำหนักสกุลเงินเหรียญสหรัฐลงตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเงินทุกสกุลอ่อนค่าลงหมด มีแต่เงินในสกุลภูมิภาคนี้ที่แข็งค่าขึ้น เพราะเงินไหลเข้าจากต่างประเทศมาหาประโยชน์ที่มีมากกว่า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตซับไพรม์น้อยที่สุด
มีการประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะใช้มาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินในสหรัฐปล่อยกู้ เงินจำนวนนี้มากพอที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงได้อีก ซึ่งทั่วโลกได้ตั้งตารอดูว่าในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เฟดจะทำเช่นนี้หรือไม่
และยิ่งสหรัฐพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม ดอกเบี้ยของสหรัฐก็จะไม่ขึ้น จะยิ่งทำให้เกิดเงินไหลออกมาลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอีก ประเทศอื่นทั้งโลกจะได้รับผลกระทบเท่าเทียมกัน
แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า การใช้มาตรการภาษีเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้าของไทยที่ไม่ได้ผลนั้น เพราะไม่สามารถสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าได้ หากขึ้นภาษีเงินต้นที่นำมาลงทุนในไทยอีกจะยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย ทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้น
ดังนั้น หากจะใช้มาตรการภาษีก็จะต้องใช้ให้เหมือนกันทุกประเทศ จะทำให้การสกัดเงินร้อนได้ผลมากกว่าต่างคนต่างทำ เพราะจะไม่ได้ผลอะไรเลยและไร้อำนาจต่อรอง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลาเอล เบรนนาร์ด ปลัดกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวในการแถลงข่าวว่า สหรัฐจะเรียกร้องให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน ผลักดันให้กลไกอัตราแลกเปลี่ยนเกิดความคืบหน้าบนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ
การที่จีนคงค่าเงินให้อยู่ในระดับต่ำเกินจริงของประเทศมหาอำนาจนั้น ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ดังนั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวก็คือการใช้แนวทางความร่วมมือ เพราะการที่ประเทศตลาดเกิดใหม่แยกกันดำเนินการนั้นอาจจะไม่มีความคืบหน้า ยกเว้นเสียแต่ว่าประเทศเหล่านี้จะมั่นใจว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ จะใช้นโยบายแบบเดียวกัน
วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์การแข่งขันกันเพื่อลดค่าเงินในประเทศต่างๆ นั้น คาดว่าจะเป็นวาระการประชุมที่สำคัญในการประชุมสุดยอด G20 เช่นเดียวกับประเด็นที่สำคัญอื่นๆ เช่น การแก้ไขภาวะไร้สมดุลและการปฏิรูปกฎระเบียบด้านการเงิน
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ความกังวลใจของทั่วโลกต่อการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มของสหรัฐอเมริกานั้น จะทำให้ความมั่งคั่งของโลกลดลง ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศที่ปัจจุบันมีอยู่จำนวนมาก อาจจะหดตัวลงจากผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนได้ หลังจากที่ ธปท.ขาดทุนไปหลายแสนล้านบาท จากการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินโดยตรงเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป
และยิ่งสหรัฐพิมพ์ธนบัตรเพื่ม ดอกเบี้ยของสหรัฐก็จะไม่ขึ้น จะยิ่งทำให้เกิดเงินไหลออกมาลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอีก ประเทศอื่นทั้งโลกจะได้รับผลกระทบเท่าเทียมกัน
ดังนั้น การที่จะรับมือเรื่องนี้ประเทศไทยคงจะทำเพียงประเทศเดียวไม่ได้ จะต้องหารือกันทั้งภูมิภาคอาเซียนหรือเอเชีย เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองที่จะต่อสู้กับสหรัฐ ที่จะตกลงกันหาจุดสมดุลในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้การค้าโลกยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การที่ ธปท. ไปตั้งสำนักงานสาขาที่ปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นสาขาที่ 3 ต่อจากสาขานิวยอร์ก ในสหรัฐ และสาขาลอนดอน ในอังกฤษ เป็นอีกทิศทางหนึ่งที่เราสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินโลกและตลาดการค้าโลก
ส่วนผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาทิศทางและการเสื่อมราคาของสกุลเงินโลกประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทด้วย หากมีสินค้าที่ค้าขายโดยตรงกับประเทศที่มีเงินตราต่างประเทศสกุลหลักของโลก เช่น เงินยูโร เงินเยน หรือเงินหยวน อาจเปลี่ยนไปซื้อขายกันด้วยสกุลเงินเหล่านั้นแทนเงินเหรียญสหรัฐ
สำหรับแนวโน้มในปี 2554 มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อมีโอกาสเกินเป้าหมายถึงที่ 0.53% แต่จะต้องพิจารณาดูแลเงินทุนไหลเข้าไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่
“ปีหน้าอาจจะเกิดความโกลาหลในตลาดเงิน หากมีการทิ้งเงินเหรียญสหรัฐเป็นจำนวนมาก” นายประสาร กล่าว
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 พ.ย.นี้ ปิดตลาดที่ระดับ 29.83 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเปิดตลาดในภาคเช้า สอดคล้องค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย หลังธนาคารกลางอินเดียและออสเตรเลียขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลอื่น
ความกังวลในเรื่องของค่าเงินนั้นเกิดขึ้นทั้งโลก เห็นได้จากการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ปรากฏว่าทุกประเทศมาหารือกันในเรื่องค่าเงินทั้งหมด ไม่มีใครมาพูดเรื่องส่วนรวม ส่วนใหญ่มาพูดแต่เรื่องปัญหาค่าเงินและเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง
ฉะนั้น ในการประชุมสุดยอดประเทศ G20 หรือประเทศในอาเซียนด้วยกัน ก็น่าจะมีการหารือในประเด็นนี้เป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดียวเหมือนกันจนป่วนไปทั้งโลก
ฉะนั้น การพิมพ์ธนบัตรฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดนั้น เหมือนทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก สร้างผลกระทบไปทั้งโลก ใครมีภูมิต้านทานต่ำก็จะทนแรงเสียดทานไม่ไหว
บทบาทของรัฐบาลไทยในอาเซียนไม่ใช่เล็กๆ ดังนั้นการจะเป็นผู้นำในการหารือแก้ลำสหรัฐก็น่าจะทำได้ แต่รัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้แล้วหรือยัง
หากยังไม่ได้คิด ก็เตรียมรับผลกระทบความรุนแรงจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อไป







