
สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมจากระบบมาดริด
...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เครื่องหมายการค้า หรือยี่ห้อนั้น จดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น จดในประเทศไทยก็คุ้มครองได้แต่ในประเทศไทย ส่งไปขายเวียดนาม อินเดีย อังกฤษ ก็ไม่คุ้มครอง ถ้าไม่ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ที่นั่นด้วย แต่การจะไปตระเวนจดหลายๆ ประเทศ มันแพงแสนแพง ยิ่งบริษัทกฎหมายใหญ่ๆ แล้ว เขาคิดค่าเสียเวลากันเป็นชั่วโมง ทำให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกของไทยหลายต่อหลายรายที่ไม่ยอมไปจด ยิ่งถ้าเป็น SME ก็ยิ่งไม่ต้องคิดกันเลย
ทีนี้ระบบมาดริดก็เข้ามาเป็นพระเอกกันหน่อย สำหรับนักธุรกิจและผู้ส่งออกไทยนะ อาจจะไม่ใช่สำหรับบริษัทกฎหมายใหญ่ๆ ในไทย โดยเฉพาะในระยะแรกๆ เพราะระบบมาดริดนั้นเป็นระบบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือยี่ห้อระหว่างประเทศ เป็นการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียวในประเทศเดียว โดยใช้ภาษาเดียว ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีภาษาไทย ก็เราไม่ใช่เมืองขึ้นใครนี่นา ก็เลยมีแต่ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน และการยื่นก็ยื่นต่อสำนักงานระหว่างประเทศที่รับผิดชอบเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือที่เรียกว่า ไวโป (WIPO : World Intellectual Property Organization) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าต้องบินไปยื่นที่โน่น เขายื่นกันผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่เมืองไทย นี่ว่ากันที่ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกระบบมาดริดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความตกลงมาดริด หรือพิธีสารมาดริด หรือทั้งสองอย่างก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เข้าก็ต้องรอไปก่อน แล้วก็วิ่งไปจดตามประเทศต่างๆ เช่นเคย ซึ่งขณะนี้ไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกระบบมาดริด ยังอยู่ระหว่างการศึกษา กล้าๆ กลัวๆ ที่กลัวก็น่าจะเป็นการกลัวถูกต้าน หรือถูกถล่มจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยมากกว่า ไม่ใช่กลัวว่าประเทศไทยโดยส่วนรวมจะไม่ได้ประโยชน์
เมื่อตอนต้น ผู้เขียนได้พูดถึงบริษัทกฎหมายต่างๆ ที่อาจจะมองว่าจะเสียประโยชน์ เพราะการที่คนไทยสามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่นๆ อีกหลายๆ ประเทศที่เป็นสมาชิกระบบมาดริดได้ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำได้ข้างเดียว ต่างชาติเขาก็ทำได้โดยทำตรงเข้าองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก แล้วส่งมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญาไทยได้เลย ไม่ต้องไปจ้างสำนักงานกฎหมายจดให้แล้ว และก็อย่างที่พูดถึงไปแล้วว่า การทำงานของสำนักงานกฎหมายเหล่านี้เขาคิดเป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้นรายได้ในส่วนนี้ก็เรียกได้ว่าจะลดลงกันอย่างฮวบฮาบทีเดียวในระยะแรก แต่จากประสบการณ์ของหลายๆ ประเทศปรากฏว่าในระยะยาวแล้วรายได้กลับเพิ่มขึ้น จากธุรกรรมอื่นๆ ที่ตามมา รวมถึงการติดตาม ฟ้องร้อง เนื่องจากการขยายตัวของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย
ระบบมาดริดนั้นมีสมาชิกรวมแล้วมากกว่า 80 ประเทศ โดยความตกลงมาดริดมีสมาชิก 56 ประเทศ และพิธีสารมาดริดมีสมาชิก 75 ประเทศ บางประเทศก็เป็นสมาชิกทั้งความตกลงมาดริดและพิธีสารมาดริด เช่น จีนและประเทศในยุโรป แต่บางประเทศก็เป็นสมาชิกแค่พิธีสารมาดริด เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ทำการค้ากับไทยทั้งสิ้น ว่าไปแล้วประเทศที่ทำการค้าส่วนใหญ่ในโลกเขาก็เป็นสมาชิกระบบมาดริดกันทั้งนั้น โดยเฉพาะประเทศที่มีการค้าขายกับไทย
ที่จริงทั้งพิธีสารมาดริดและความตกลงมาดริด มีหลักการเดียวกัน ประเทศที่จะเข้าเป็นสมาชิกต้องเป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และอนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการคุ้มครองอุตสาหกรรมก่อน แต่ผู้เขียนจะไม่พูดในคราวนี้ว่าทั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และอนุสัญญากรุงปารีสคืออะไร เพราะเดี๋ยวจะไปไกลกันใหญ่ และไม่จบเรื่องระบบมาดริดสักที ดังนั้นขอกลับมาเรื่องมาดริดต่อดีกว่า
แม้จะมีหลักการเดียวกัน แต่ก็เป็นอิสระต่อกัน และการที่ประเทศต่างๆ เลือกเป็นสมาชิกพิธีสารมาดริดมากกว่าความตกลงมาดริด ก็เพราะพิธีสารมาดริดนั้นมีความเข้มงวดน้อยกว่าความตกลงมาดริด เนื่องจากพิธีสารมาดริดเกิดขึ้นหลังความตกลงมาดริด เพื่อปรับปรุงระบบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าเดิม ไม่งั้นไม่มีใครยอมเข้าเป็นสมาชิก ยกเว้นประเทศยุโรปด้วยกันเอง ซึ่งเป็นประเทศที่ริเริ่มความตกลงนี้ เพราะมีปัญหาจากการค้าขายกันเองก่อนเพื่อน
อย่างในกรณีของความตกลงมาดริด ผู้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะต้องยื่นขอ และได้รับการจดทะเบียนต่อสำนักงานต้นกำเนิดก่อน ขณะที่พิธีสารกรุงมาดริดนั้น เมื่อยื่นขอสำนักงานต้นกำเนิดแล้ว ก็ยื่นขอประเทศอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกพิธีสารมาดริดได้เลย โดยไม่ต้องรอให้ได้รับการจดทะเบียนก่อน เป็นต้น เช่น นาย ก ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยแล้ว คิดว่าจะส่งสินค้าไปขายในสหรัฐและเวียดนาม ก็ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปยัง WIPO โดยระบุประเทศสหรัฐและเวียดนามเป็นประเทศที่ต้องการจดทะเบียนได้เลย โดยยื่นผ่านทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน แต่ไม่ต้องรอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของไทยให้เสร็จสิ้น เพราะการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญานั้นต้องใช้เวลา ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรืออื่นๆ เพราะเขาต้องตรวจความใหม่ ตรวจความเหมือนคล้ายว่าไปเหมือนกับใครหรือไม่ และไม่ใช่ตรวจกันวันละไม่กี่คน แต่ตรวจในปริมาณที่มาก แล้วยังประกาศโฆษณาอีก 3 เดือน
ผู้เขียนมักจะพูดเสมอว่า จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญานะ ไม่ใช่จดทะเบียนสมรสที่เดินเข้ามาขอจดก็จดได้เลย เกิดจดทะเบียนสมรสซ้อนก็ไปฟ้องร้องกันทีหลัง
สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย หากจะเข้าเป็นสมาชิกระบบมาดริด ก็จะมีเรื่องที่ต้องดำเนินการรองรับหลายประการ ซึ่งผู้เขียนได้ทราบว่าหลายๆ เรื่องได้มีการดำเนินการไปแล้วในระดับหนึ่ง เช่น ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเครื่องหมายการค้าให้สอดคล้องกับระบบการจดทะเบียนของระบบมาดริด เช่น ให้จดทะเบียนเครื่องหมายเสียงได้ อย่างเสียงของไอศกรีมวอลล์ เป็นต้น เรื่องนี้กฎหมายไทยยังไม่มี
นอกจากนี้ ก็ยังต้องมีการเตรียมบุคลากร และปรับปรุงเทคโนโลยีสารสนเทศให้เชื่อมโยงกับ WIPO ด้วย ส่วนการเข้าเป็นสมาชิก WIPO และอนุสัญญากรุงปารีสนั้น ไทยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว จึงสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกมาดริดได้โดยตรง เรื่องที่น่าจะสำคัญที่สุดที่ผู้เขียนมองเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คือ การเตรียมคนไทย โดยเฉพาะนักธุรกิจทั้งหลายให้เอาใจใส่ รับรู้ และเข้าใจ เพื่อจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิก
แล้วคราวหน้าถ้าเขาจัดสัมมนาอีกก็ช่วยไปเรียนรู้กันให้มากๆ หน่อย จะได้ไม่ต้องมาบ่นกันว่าไม่รู้เรื่อง







