
8พันโรงงานขู่ปลดคนกราวรูด
สภาอุตฯ ภาคกลางกระทุ้งรัฐแก้บาทแข็ง หวั่นปลายปีออร์เดอร์หดปลดคนงานแน่
สภาอุตฯ ภาคกลางกระทุ้งรัฐแก้บาทแข็ง หวั่นปลายปีออร์เดอร์หดปลดคนงานแน่
นายสิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมส่งออกใน 16 จังหวัดภาคกลาง จำนวน 8,000 แห่ง ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง ต้องเสียหายจากค่าเงินบาทแข็งมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท อาจลดกำลังการผลิต ปรับลดจำนวนพนักงานลง หรือเลิกจ้างงานใหม่
นายสิงห์ กล่าวว่า ปกติยอดส่งออกเดือน ต.ค.ธ.ค. จะสูงสุดเพราะสั่งไปจำหน่ายในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ แต่ขณะนี้ผู้ประกอบการต้องคำนวณยอดขายและการผลิตในปลายปีใหม่ทั้งหมดเพื่อมิให้เกิดสต๊อกค้าง และเงินลงทุนไปจม พร้อมหาตลาดชายแดนมาชดเชย
ด้านนายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้ปลดล็อกเรื่องการเก็บค่าระวางเรือเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐด้วย เพื่อลดปัญหาต้นทุนแฝง เนื่องจากมีกฎเหล็กที่ต้องบันทึกรายได้เป็นเงินบาทเท่านั้น
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มองว่า มาตรการที่ ครม.มีมติไปเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ขอเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30% อีกครั้งเพื่อสกัดเงินทุนระยะสั้น แม้ส่งผลกระทบต่อตลาดทุน ตลาดหุ้นของไทยอย่างรุนแรงเหมือนเมื่อปี 2549 แต่รัฐบาลควรพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาคส่งออก ซึ่งคิดเป็น 70% ของจีดีพี
นอกจากนั้น เร่งผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ให้บริการสินเชื่อ 2 สกุลเงิน ทั้งสกุลเงินบาท และเงินเหรียญสหรัฐ
นายพงศธร สิริโยธิน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานปฏิบัติการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ได้กำชับให้สำนักงานธุรกิจที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 63 แห่ง ดูแลลูกค้าส่งออกเอสเอ็มอี ทั้งในเรื่องของการช่วยเหลือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และตั้งวงเงินสินเชื่อเพื่อการส่งออกอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมพิจารณาคำขอของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการส่งออก เชิญผู้ประกอบการที่ใช้สินค้าเกษตรภายในประเทศมาผลิตเป็นสินค้า มาหารือเพื่อแก้ไขปัญหากดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากกลุ่มเกษตรกร เพราะขณะนี้มีการร้องเรียนมากว่าพ่อค้าและผู้ส่งออกใช้เหตุผลในเรื่องของผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า รับซื้อสินค้าเกษตรในราคาที่ต่ำลง ถือว่าไม่มีความเป็นธรรมกับกลุ่มเกษตร ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบ หากมีมูลจริงก็ต้องหามาตรการดูแลต่อไป







