
ผลพลอย 'ได้?' จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์
...วิธาน เจริญผล ([email protected])
SCB Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
&<2288;
7เดือนติดต่อกันตั้งแต่เปิดปี 2010 มาที่ยอดผลิตรถยนต์ทั้งเพื่อส่งออกและขายในประเทศ ขยายตัวจากปีก่อนหน้าเฉลี่ยเกือบ 100% ทั้งรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นภาพสวนทางกับช่วงเดียวกันของปี 2009 ที่หดตัวเฉลี่ยประมาณ 50% ตัวเลขอัตราการเติบโตทำให้ดูเผินๆ ว่าฟื้นตัวมามากกว่าที่เคยหดตัวลงไป แต่จริงๆ แล้วยอดการผลิตเพียงกลับมาสู่ระดับเดิมในปี 2008 เท่านั้น โดยช่วงครึ่งแรกปีนี้ผลิตได้ 769,000 คัน มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2008 เล็กน้อยที่ผลิตอยู่ที่ประมาณ 720,000 คัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่อยู่ในธุรกิจรถยนต์ก็แทบจะฟันธงว่า อนาคตข้างหน้ายังมีแนวโน้มสดใส โดยเฉพาะกระแส Eco Car ที่จะมาช่วยเปิดตลาดผู้มีรายได้ไม่สูงนักให้สามารถมีรถยนต์เป็นของตัวเองได้
ข้อดีของการฟื้นตัว บวกกับแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปอีก คือ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย และเป็นรายได้ของคนไทยเต็มๆ ในขณะที่บริษัทผลิตรถยนต์เป็นบริษัทต่างประเทศซะเป็นส่วนใหญ่ ยอดผลิตเพื่อขายในประเทศและส่งออกที่ได้จึงดูเหมือนไม่ใช่รายได้ของคนไทยเต็มๆ เท่าไรนัก แต่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบส่งให้โรงงาน ไม่ว่าจะเป็นตัวถัง ชิ้นส่วน เบาะ มักเป็นบริษัทในเมืองไทย จะได้รับผลดีมากกว่า เพราะบริษัทผลิตรถยนต์ใช้ชิ้นส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศ (Local Content) มากขึ้น สังเกตได้จากสัดส่วนมูลค่านำเข้าชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ต่อจำนวนรถยนต์ที่ผลิตมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา
เศรษฐกิจไทย
“ได้” ประโยชน์แน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของยอดส่งออกและยอดขายในประเทศ เพราะตัวเลข GDP คงขยายตัวตาม แต่คนไทยผู้ใช้รถใช้ถนน “ได้” ประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่านั้น ไม่แน่ อย่าลืมว่ายอดขายในประเทศที่เพิ่มขึ้นหมายถึงมีผู้ใช้รถยนต์เพิ่มมากขึ้นด้วย และผลที่จะตามมาก็คือการจราจรคับคั่งมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่แต่ก่อนไม่มากเท่าไรนัก แต่เริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้นในปัจจุบันอย่างค่าจอดรถมีการสำรวจค่าจอดรถในต่างประเทศ พบว่า ในกรุงลอนดอนมีราคาค่าจอดรถเฉลี่ยสูงถึงเดือนละ 42,000 บาท และถนนบางสายใกล้ห้างดังของลอนดอนนั้นจะต้องเสียเงินทันที 2,400 บาท หากจอดรถ 6 ชั่วโมง ประเทศในเอเชียอย่างฮ่องกงและญี่ปุ่นก็มีค่าจอดรถแพงติดอันดับโลก โดยฮ่องกงมีค่าจอดรถเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 26,000 บาท และกรุงโตเกียวมีค่าจอดรถเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 19,500 บาท แถมที่จอดรถหาได้ยากมาก จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นต้องกำหนดว่าผู้ซื้อต้องพิสูจน์ได้ว่ามีสถานที่จอดรถเป็นของตนเองก่อนจะอนุญาตให้ซื้อรถยนต์ได้ ค่าจอดรถในประเทศไทยอาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะยังไม่ต้องแก่งแย่งกันมากนักเหมือนในต่างประเทศที่แออัดจนที่จอดรถมีค่าสูงมาก แม้ว่าบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ จะเริ่มได้ยินเสียงบ่นว่าหาที่จอดรถยากเหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของแต่ละปัญหาก็จะมีโอกาสแฝงอยู่ รายจ่ายของคนหนึ่งสามารถเป็นรายได้ของอีกคนหนึ่ง
การทำธุรกิจที่จอดรถอย่างเป็นจริงเป็นจังเริ่มมีให้เห็นในพื้นที่ย่านการค้าที่พลุกพล่านเกือบทั้งวันทั้งคืน เช่น ย่านการค้าของคนจีนในกรุงเทพฯ ซึ่งขนาดของรายได้อาจทำให้หลายคนนึกไม่ถึง ยกตัวอย่างเช่น อาคารจอดรถขนาด 8 ชั้น จอดรถได้ชั้นละประมาณ 20 คัน ค่าจอดรถชั่วโมงละ 20 บาท หากรถจอดเต็มตลอดวันละ 12 ชั่วโมง จะสามารถทำรายได้ได้เกือบ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้าที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจหารายได้จากค่าจอดรถโดยเฉพาะ แต่หากมีรถหมุนเวียนวันละ 1,000 คัน และเก็บค่าบริการคันละ 20 บาท จะหมายถึงรายได้ถึงประมาณ 6 แสนบาทต่อเดือนทีเดียว
ผลพลอยได้จากการขยายตัวของยอดขายรถยนต์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานเท่านั้น แต่ธุรกิจบริการที่มองเห็นโอกาสย่อมสามารถได้รับผลพลอยได้จากการขยายตัวของยอดขายรถยนต์นี้ด้วย โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ในประเทศ
อีกผลพลอยได้ที่สังคมและประเทศจะได้รับตามมาจากการขยายตัวของทั้งธุรกิจผลิตรถยนต์และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง คือ การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นตาม ข้อดีของการลงทุนจากต่างประเทศก็คือโรงงานผลิตที่ตั้งถิ่นฐานในไทยยังไงก็ต้องจ้างแรงงานในประเทศ ยิ่งขยายโรงงานเพื่อขยายการผลิตมากขึ้นเท่าไร ก็ต้องจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน
แต่ผลพลอยได้ด้านการจ้างงานจะครบถ้วนมากขึ้นหากค่าจ้างแรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้นตามด้วย แต่ความเป็นจริงพบว่าค่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก ซึ่งคงไม่ใช่เพราะว่าค่าจ้างนั้นสูงมากอยู่แล้ว แม้ว่าแรงงานจะต้องมีทักษะเฉพาะสำหรับการทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ แต่ค่าจ้างคงไม่สูงกว่าแรงงานในโรงงานผลิตสินค้าอื่นๆ มากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอำนาจต่อรองของแรงงานมีไม่มาก ดังจะเห็นได้ว่าการปรับเพิ่มขึ้นลดลงของจำนวนแรงงานนั้นสามารถทำได้ค่อนข้างรวดเร็ว พอเศรษฐกิจตกก็ลดจำนวนแรงงาน และเมื่ออุตสาหกรรมฟื้นตัวก็สามารถจ้างแรงงานเพิ่มได้ไม่ยากนัก
หากสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าจ้างแรงงานต่ำตรงนี้ได้ด้วยแล้ว การขยายตัวของธุรกิจผลิตรถยนต์ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศทั้งหลายนั้น คงส่งผลให้ประเทศไทยและคนไทยคงได้รับผลพลอย
“ได้” ที่ครบถ้วนมากขึ้น






