posttoday
หนีอาญา...

หนีอาญา...

27 สิงหาคม 2560

ในสมัยโชซอนหากขุนนางตระกูลใดทำผิดต่อบ้านเมือง กินสินบนสร้างความเสียหายร้ายแรง นอกจากขุนนางคนนั้นจะต้องถูกประหารแล้ว

โดย...เพียงออ วิไลย [email protected]

ในสมัยโชซอนหากขุนนางตระกูลใดทำผิดต่อบ้านเมือง กินสินบนสร้างความเสียหายร้ายแรง นอกจากขุนนางคนนั้นจะต้องถูกประหารแล้ว ลูกเมียคนในบ้านก็จะต้องถูกส่งตัวไปเป็นทาสหลวง จากชนชั้นขุนนางถูกถอดศักดินากลายเป็นชนชั้นต่ำ และชื่อเสียงวงศ์ตระกูลจักต้องป่นปี้ ลูกหลานสืบเชื้อสายจะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกหลานอาชญากรต้องอาญาแผ่นดินไปตลอดชีวิต

มีบ้างที่รู้ตัวทันจึงหนีอาญาไปยังดินแดนอื่น เช่น หนีไปพึ่งบารมีเสนาบดีที่สนิทชิดเชื้อในราชวงศ์จีน อย่างไรก็ตามมิอาจที่จะหวนคืนกลับมายังโชซอนได้ ซ้ำร้ายหากทิ้งครอบครัวและลูกเมียไว้ ทั้งครอบครัวก็ยังต้องอาญาอยู่ดี ดังนั้นนอกจากจริยธรรมประจำใจแล้ว ครอบครัวจึงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ให้ขุนนางหลงผิดคิดละโมบ ความรักในครอบครัวและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลที่ตายไป ก็มิอาจสู้หน้าบรรพบุรุษในปรโลก จึงเป็นปราการชั้นหนึ่งที่ป้องกันความโลภกำเริบได้

“หนีเท่าไรก็ไม่พ้น” เป็นคำตอบของเพื่อนสนิทของ “เชกา” คนหนึ่ง ซึ่งต้องโทษจำคุกไป 2 ปีครึ่ง จากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจล่มในช่วงปี 1997 เหตุการณ์นั้นทำให้บริษัทเล็กๆ ในเกาหลีนับพันรายขาดสภาพคล่อง ธนาคารต้องหยุดการให้สินเชื่อ ธนาคารและบริษัทเงินทุนล้มไปหลายราย บริษัทของเขาไม่มีเงินชำระหนี้จึงต้องโทษจำคุก เดิมทีมีการเตรียมการที่จะหนีพร้อมลูกเมีย จะมาไทยหรือไปจีน เพราะทำใจไม่ได้ อีกทั้งเขาไม่สามารถยอมรับว่าเป็นความผิดของเขาทั้งหมด แต่สุดท้ายเขายอมรับโทษแต่โดยดี เนื่องจากเป็นห่วงพ่อแม่และครอบครัว เมื่อหนีไปแล้วก็ต้องหนีไปตลอดชีวิต ไม่อาจกลับคืนสู่เกาหลีได้ แม้หมดอายุความกลับไปก็จะถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นอาชญากรหนีอาญา สู้เดินหน้ารับโทษแบบแมนๆ แล้วออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ไม่ได้ อยู่ประเทศไหน หรือจะสู้อยู่บ้านเกิดเมืองนอนได้!

ในระหว่างที่เขาต้องโทษอยู่ขาดการติดต่อไปนานจนเชกาเป็นห่วง จึงโทรศัพท์ไปที่บ้านเขา ปรากฏว่าคุณแม่ของเขารับสายแต่ปฏิเสธว่าในบ้านไม่มีคนชื่อนี้อยู่...นี่คือผลกระทบต่อทุกคนในครอบครัวจริงๆ บิดามารดาเป็นทุกข์ ทุกวันนี้เขากลับมาตั้งต้นใหม่ ธุรกิจไปได้ดี ที่สำคัญคือจิตใจเปลี่ยนไป ชอบเข้าวัดทำบุญและรักคุณแม่มากขึ้น สร้างบ้านหลังใหญ่ให้คุณแม่ที่สูงวัยแล้ว และทำเป็นรีสอร์ทที่แขกมาพักแบบโฮมสเตย์อยู่แถวๆ เมืองตากอากาศ ชื่อ “คา-พยอง” ใกล้กับเกาะนามิ ที่คนไทยชอบไปเที่ยวกัน ครอบครัวได้อยู่สบายๆ อากาศดี ธรรมชาติงดงาม

หนีอาญา...

มาถึงข่าวร้อนแรงในเกาหลีที่ทำให้พนักงานซัมซองช็อกไปตามๆ กัน กรณีศาลตัดสินจำคุก 5 ปี “ลีแจยง” รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ซัมซอง (ซัมซุง) ในข้อหาติดสินบนแก่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เปรียบเทียบกับหญิงไทยคนหนึ่งที่เพิ่งหนีคดีศาลในเมืองไทย และคาดว่าไปถึงบ้านพี่ชายในต่างประเทศแล้ว

ซัมซองเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในเกาหลี ที่เรียกว่าแชบอล (&o1116;&*8268;- Chaebol) มีทรัพย์สินรวมราว 5.3 แสนล้านดอลลาร์ (18 ล้านล้านบาท)  ลีเป็นทายาทชายคนเดียวของซัมซอง อาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี มีพนักงานทั่วโลก 4 แสนกว่าคน มีความสามารถที่จะหนีไปตั้งเมืองใหม่ที่ไหนก็ได้โดยไม่ถูกตามจับจนตาย แต่ลีก็ยอมนอนคุกและสู้คดีในชั้นอุทธรณ์อยู่ในเกาหลีต่อไป เขาเป็นลูกชายคนโตและลูกชายคนเดียว ต้องรับผิดชอบต่อตระกูลแทนบิดาที่สุขภาพไม่ดี และวันหนึ่งก็ต้องรับมรดกของตระกูลต่อไป

ดังนั้น แม้ว่าจะพบความผิดในการให้เงินบริจาคแก่มูลนิธิของคนสนิทอดีตประธานาธิบดีหญิง ปาร์กกึนเฮจำนวนถึง “38 ล้านดอลลาร์” จริง และถูกตัดสินจำคุก แต่ทนายความของเขาแย้งว่าเป็นการให้โดยขัดขืนมิได้เนื่องจากหากไม่ให้เงินบริจาคนี้ อาจทำให้ธุรกิจถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลจนหยุดชะงักได้

พูดถึงคนมีอำนาจรัฐกับกลุ่มแชบอล กลุ่ม “แชบอล” ในเกาหลีมีประมาณ 100 กลุ่ม ซึ่งอยู่ในมือของนักธุรกิจที่มั่งคั่งประมาณ 30 ตระกูล ครอบคลุมกิจการหลากหลายประเภทและครอบครองทรัพย์สินในประเทศรวมกันมากกว่า 70%  ในขณะที่สร้างงานให้แก่คนเกาหลีเกือบทั้งประเทศ เช่น กลุ่มบริษัท ซัมซอง ซึ่งครองจีดีพีถึง 28% (ไทยเรียกว่า ซัมซุง) แอลจี ฮยอนเด (ไทยเรียกว่า ฮุนได) แดลิม และล็อตเต้ เรียกได้ว่าเศรษฐกิจของเกาหลีขับเคลื่อนโดยกลุ่ม “แชบอล” และกลุ่มแชบอลกับปัญหาการคอร์รัปชั่นเป็นมหากาพย์ที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ

หนีอาญา...

ในช่วงทศวรรษ 1960’s ผู้นำการเมืองการปกครองของประเทศต้องประสานมือกันกระชับกับกลุ่มธุรกิจในการผลักดันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านนโยบายการค้า การเงิน และการบริหารราชการ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดผู้เล่นสำคัญสองฝ่าย คือ “กลุ่มอำนาจรัฐ” ที่สามารถให้สิทธิประโยชน์และสร้างกฎระเบียบอันเป็นคุณหรือโทษแก่กลุ่มธุรกิจได้ และกลุ่มบริษัท “แชบอล” ที่นำอำนาจไปใช้เพื่อเกิดประโยชน์แก่ธุรกิจของตน สิ่งที่ปฏิบัติมากลายเป็นความเคยชินและฝังลึกในระบบ

กรณีนี้ก็เช่นกัน ชเว ซึ่งเป็นคนสนิทของอดีตประธานาธิบดี ตั้งตนเป็นผู้มีอำนาจ รับเงินบริจาคจากกลุ่มแชบอลไปทั่ว ส่วนลีแม้ว่าจะให้การในทำนองตกเป็นเหยื่อก็ตามที แต่อัยการชี้มูลว่าเงินบริจาค “38 ล้านดอลลาร์” นี้ มีนัยเพื่อให้การควบรวมกิจการของบริษัทในเครือของซัมซองทั้งสองบริษัทประสบความสำเร็จ ซึ่งส่งผลให้ลีมีอำนาจความคุมเบ็ดเสร็จในกิจการของซัมซอง เหตุที่มีสินบนมาเกี่ยวข้องเพราะกองทุนบำเหน็จบำนาญเกาหลีเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ลีต้องการควบรวม เงินนี้จึงคาดว่าคงจะฝากชเวให้ไปถึงผู้มีสิทธิออกเสียงของกองทุน จนการควบรวมสำเร็จนั่นเอง!

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร