
17 ปี “ฉลาดซื้อ” พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค
ย้อนกลับไปเดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 บนชายขอบแผงหนังสือแห่งหนึ่ง ปรากฏนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์รูปร่างอ่อนด้อยศิลปะชื่อ “ฉลาดซื้อ”....
ย้อนกลับไปเดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 บนชายขอบแผงหนังสือแห่งหนึ่ง ปรากฏนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์รูปร่างอ่อนด้อยศิลปะชื่อ “ฉลาดซื้อ”....
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ย้อนกลับไปเดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 บนชายขอบแผงหนังสือแห่งหนึ่ง ปรากฏนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์รูปร่างอ่อนด้อยศิลปะชื่อ “ฉลาดซื้อ” คำถามเกิดขึ้นทันที “คนฉลาดควรซื้อจริงหรือ?”
เปิดหนังสือผ่านปลายนิ้วเรื่อยมาถึงแกนกลาง พบเรื่องเด่นประจำเล่มที่เสนอผลสำรวจ “ขนมเด็กกับการโฆษณา” แรกเห็นรู้สึกธรรมดา แอบปรามาสขึ้นในใจว่าไม่มีสิ่งใดแตกต่างและแปลกใหม่
ลงลึกในรายละเอียดด้วยเวลาพิเคราะห์เพียงครู่ สัมผัสถึงความละเมียดสร้างของกองบรรณาธิการ ด้วยความกล้าในการตีแผ่ความจริงโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ซึ่งช่วยตอบคำถามที่ยังคาใจในข้างต้น
“ในเวลานั้น ไม่มีกลไกอะไรที่ควบคุมการโฆษณาขนมเด็กและฉลาก การบริโภคขนมของเด็กเป็นไปอย่างไร้การควบคุม ...” ผลสำรวจยังให้ตระหนักถึงอุบัติการณ์อันน่าวิตก
สิ่งเล็กๆ ในวันนั้น ถูกหลอมจากเบ้าประสบการณ์อย่างต่อเนื่องถึง 16 ปี บ่มเพาะจนนิตยสารฉลาดซื้อ กลายเป็น “เข็มทิศ” ของผู้บริโภคในปัจจุบัน
“นิตยสารฉบับนี้จะช่วยตอบคำถามที่สงสัยกันว่าของแพงๆ มันดีจริงหรือ” สารี อ๋องสมหวัง ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ เร้าความสนใจให้เห็นถึงความสำคัญ
บทเรียนจากการทำงานตลอด 16 ปีที่ผ่านมาทำให้เธอพบว่า มีสินค้าที่ทั้งได้มาตรฐานและตกมาตรฐานจำหน่ายอยู่จำนวนมาก และของแพงก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป
สารี เล่าว่า ต้นทุนการซื้อผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาดมาทดลองสูงถึง 2 แสนบาท ต่อ 1 เล่ม ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม น้ำดื่ม เครื่องครัว โดยจะสุ่มซื้อทุกยี่ห้อที่มีอยู่มาผ่าทดลองในทุกแง่มุม แล้วสรุปผลให้เห็นถึงความคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไป
“เรามีการเปิดเผย ยี่ห้อ คุณภาพ ราคา การใช้งาน อย่างละเอียด”เธอระบุ
บรรณาธิการฉลาดซื้อ บอกอีกว่า นิตยสารฉบับนี้ได้สร้างการตื่นตัวแก่เจ้าของผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก เมื่อเราจัดอันดับคุณภาพและเปิดเผยจุดด้อยของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้เกิดการเก็บสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานขึ้นจากตลาด นอกจากนี้บทบาทสำคัญของนิตยสาร คือช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกมาก
“เช่นกล้องดิจิตอล ลงทุนซื้อฉลาดซื้อ 80 บาท เมื่อเขารูปข้อมูลความคุ้มค่า เดิมจะซื้อกล้องราคา 6 หมื่นบาท ก็ซื้อแค่เพียง 1.5 หมื่นบาทเท่านั้น”สารี ยกตัวอย่าง
ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อธิบายต่อว่า ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 1.3 หมื่นคน เป้าหมายต่อไปคือการทำการตลาดเพื่อเพิ่มจำนวนและสร้างการรับรู้ เพราะจะทำให้เกิดอำนาจในการต่อรองกับผู้ประกอบการ เช่น หากสมาชิก 1 แสนคน ประกาศว่าจะบอยคอตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง คาดว่าผู้ประกอบการก็คงต้องหนาวๆ ร้อนๆ เช่นกัน
“มันเป็นหน้าที่ของนิตยสารฉลาดซื้อที่จะเพิ่มพลังสำหรับคุ้มครองผู้บริโภค ในอนาคตหากสมาชิกมีความเข้มแข็งและจำนวนมาก ก็จะสะดวกหากจะเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่ง” เธอคาดการณ์
สำหรับการทดลองผลิตภัณฑ์ต่างๆ วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค แจงว่า เน้นทดสอบสินค้าตามท้องตลาดในมุมมองของผู้บริโภค ไม่ได้มองเพียงแต่ว่าสินค้าเหล่านั้นได้มาตรฐานอุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะบางชิ้นอาจได้ตรงตามมาตรฐานแต่ไม่พึงพอใจผู้บริโภค
คำอธิบายเพิ่มเติมจาก ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ช่วยสร้างความเข้าใจมากขึ้น เขา บอกว่า นักวิชาการจะให้ความเห็นเชิงวิชาการจากผลการทดสอบจริง เช่น การทดสอบความคงทนของเตารีด คุณภาพของกะทะเชฟรอน ครีมหรือโลชั่นทีโฆษณาตามท้องตลาด ฯลฯ
“อย่างกะทะ เราก็จะไปสุ่มซื้อมาทุกยี่ห้อ จากนั้นก็นำมาทดสอบ ด้วยการตัดชิ้นส่วนของกะทะออกมาวัดความหนาของสารเคลือบ และนำนมสดเทใส่กะทะแล้วปล่อยค้างคืนหนึ่งจนแห้ง จากนั้นก็มาลอกคราบนมออกดูว่า ยี่ห้อไหนใช้ได้ดีกว่ากัน ซึ่งผลการทดสอบก็จะระบุในนิตยสารอย่างชัดเจน”ไพบูลย์ระบุ







