posttoday
เผาไฟลามทุ่งล่าหนู

เผาไฟลามทุ่งล่าหนู

19 กันยายน 2553

หลายคนสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองยังมีความสำคัญและยิ่งใหญ่ไม่มีวันดับ และนี่ก็คือสิ่งที่ทำให้ปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่ ด้วยเหตุที่แต่ละคนสำคัญตัวผิด....

หลายคนสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองยังมีความสำคัญและยิ่งใหญ่ไม่มีวันดับ และนี่ก็คือสิ่งที่ทำให้ปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่ ด้วยเหตุที่แต่ละคนสำคัญตัวผิด....

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

สักสิบวันก่อนหน้านี้ พ่อใหญ่จิ๋วเจ้าของฉายา “ขงเบ้งแห่งกองทัพไทย” ได้กระฉูดไอเดียผ่านหลานๆ ผู้สื่อข่าวว่า “พรรคเพื่อไทยจะต้องใช้ประโยชน์จากประชาชนที่เกลียดชังรัฐบาล สร้างมวลชนให้เอาชนะการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง เหมือนสะเก็ดไฟที่ไหม้ลามไปทั่วทุ่ง” ซึ่งหนังสือพิมพ์บางฉบับมาถอดความไปพาดหัวว่า “บิ๊กจิ๋วประกาศลัทธิไฟลามทุ่ง”

ก่อนหน้านั้นสักสัปดาห์เดียวก็มีวาทะจาก “คนเร่ร่อน” ส่งสาส์นผ่านทวิตเตอร์ท่ามกลางกระแสที่ลิ่วล้อเสนอแนวคิดให้รัฐบาลปรองดองว่า “อย่าจุดไฟเผานาเพื่อล่าหนูตัวเดียว” ที่ขยายความได้ว่า ตัวเขานั้นเป็น “หนู” ที่กำลังถูกไล่ล่า (ที่ความจริงคือหนีคุกและคดีต่างๆ) ขอให้รัฐบาลอย่าทำเรื่องเล็ก (คือเรื่องเกี่ยวกับเขา) ให้เป็นเรื่องใหญ่ (นโยบายที่จะไล่ล่าเขา) ด้วยการทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อกำจัดเขาเลย

ทั้งสองข่าวที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ สะท้อนสิ่งหนึ่งในสังคมไทยว่า หลายคนสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองยังมีความสำคัญและยิ่งใหญ่ไม่มีวันดับ และนี่ก็คือสิ่งที่ทำให้ปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่ ด้วยเหตุที่แต่ละคนสำคัญตัวผิด ทั้งที่ตัวเขานั้นหมดความสำคัญไปแล้ว นอกจากนี้ผู้เขียนยังมีความรู้สึกว่าสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งยังช่วย “รักษา” คนเหล่านี้ให้คงยังมี “ชีวิตชีวา” อยู่ แม้ว่าบางคนจะพ้นสมัยไม่น่าจะเป็นข่าวอะไรแล้ว หรือเป็นข่าวขึ้นมาก็ไม่มีประโยชน์ รวมทั้งการทำข่าวเกี่ยวกับบางคนที่เป็นนักโทษ แม้จะเป็นคนดังแต่ก็ไม่ควรนำเสนอแบบ “วีรบุรุษ” หรือ “คนดี”

ผู้เขียนสนใจในคำพูดของคนทั้งสองที่มีการนำมาใช้อย่างผิดๆ ทั้ง “ความหมาย กาละ เทศะ และบุคคล” ก็คือคำว่า “ไฟลามทุ่ง” กับ “เผานาไล่หนู” โดยที่คุณชวลิตก็ไม่ได้พูดคำว่าไฟลามทุ่ง เพียงแต่บอกถึงแนวคิดที่จะให้ประชาชน “ปะทุ” การต่อสู้กับรัฐบาลว่าเหมือนกับการปะทุของสะเก็ดไฟที่เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง (หลายคนมองว่าเป็นแนวคิดแบบพวก “แดงเก่า” “แดงยุคแรก” หรือ “แดงไดโนเสาร์”) แต่คนที่นำมาพาดหัวให้ความสำคัญกับคุณชวลิตมากไป ถึงขั้นเรียกว่าเป็น “ลัทธิ” และตั้งชื่ออย่างหรูหราว่า “ลัทธิไฟลามทุ่ง”

“ไฟลามทุ่ง” เมื่อเปิดพจนานุกรมดูก็จะพบคำแปลว่า “ชื่อโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มีลักษณะลามออกไป” ซึ่งคนไทยโบราณเรียกว่า “งูสวัด” เพราะมีลักษณะเป็นผื่นแดงอักเสบไปรอบตัวเหมือนงูรัด ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่บอกว่าเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง คนที่เป็นจะปวดแสบปวดร้อนมาก และบางคนที่เสีย

เผาไฟลามทุ่งล่าหนู

ชีวิตก็จะเป็นแบบเดียวกันกับคนที่ถูกไฟไหม้ คือทนพิษบาดแผลที่ลุกลามนั้นไม่ไหว ฉะนั้นคนที่ชอบพูดร้ายๆ เช่นนี้อาจจะเป็นโรคชนิดเดียวกันกับไฟลามทุ่ง แต่ไปเป็นที่ “ปาก” จึงให้ทุกข์ร้อนทุรนทุราย (เพราะอยากจะพูดมานานแต่ไม่มีโอกาส) เพ้อพูดอะไรออกมาโดยไม่รู้ประสา เพื่อระบายโรคร้ายภายในกาย (คือกิเลสตัณหาที่ไม่รู้หมดสิ้น) เท่านั้น

อีกคำหนึ่งคือคำว่า “เผานาไล่หนู” ก็เป็นวัฏจักรหรือวงจรในการทำนาโดยทั่วไป เป็นวิถีชีวิตของคนไทยในชนบทอย่างปกติ เพราะหลังจากการเก็บเกี่ยวเอาข้าวขึ้นลานและเก็บในยุ้งฉางแล้ว ท้องนาก็จะมีแต่ตอและซังข้าว รวมกับหญ้าและวัชพืชต่างๆ ขึ้นรกรุงรัง ชาวนาจึงนิยมที่จะจุดไฟเผาทิ้งเสีย บังเอิญช่วงที่ข้าวออกรวงและเก็บเกี่ยวนี้ก็จะมีหนูมาอาศัยเก็บกินเมล็ดข้าวเหล่านั้น และมักจะชอบกัดต้นและรวงข้าวจนเสียหาย จึงถือเป็นโอกาสที่จะ“ล้างแค้น” และกำจัดหนูเหล่านั้นให้หมดไปด้วย

ผู้เขียนเคยเป็นเด็กท้องนา ถึงหน้าเก็บเกี่ยวอย่างนี้ปู่กับลุงจะพาไปนอนที่ลานนวดข้าวกลางทุ่งนา เพื่อนวดเอาเมล็ดข้าวมาเก็บในยุ้งเพื่อบริโภคไปทั้งปีหรือขายบ้างถ้ามีมาก และที่สำคัญก็เพื่อจะได้นอนเฝ้าข้าวจนกว่าจะนวดเสร็จ พื้นลานลาดด้วยมูลควายผสมดินขยำให้เหนียวราดเทให้แห้งและแข็งแรง ที่นอนก็ทำด้วยฟางข้าวที่นำมาคลุมบนโครงไม้ให้เป็นห้องเหมือนเต็นท์นอนสมัยนี้เรียกว่า “ซุ้ม” เอาเสื่อปูข้างในมีหมอนกับผ้าห่มนอนกันได้ถึงซุ้มละ 3-4 คน

การนวดข้าวกินเวลาหลายวันเพราะไม่มีเครื่องจักร ต้องใช้กำลังแขนยกข้าวขึ้นฟาดบนลานทีละมัด เด็กๆ ก็ช่วยกวาดและตักใส่กระสอบหรือกระชุและเอาขึ้นเกวียนเพื่อลากไปเก็บในยุ้งที่บ้านต่อไป ระหว่างนั้นก็จะเอาเป็ดและไก่ไปเลี้ยงแบบปล่อยทุ่งให้เดินกินเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่น บางบ้านก็เอาหมูไปปล่อยด้วย ในท้องนายามนี้จึงอื้ออึงและคึกคัก

ที่แสนประทับใจอีกอย่างหนึ่งก็คืออากาศในช่วงนี้จะดีมากเพราะอยู่ในช่วง “ปลายฝนต้นหนาว” ในดินยังมีความชุ่มชื้น ชาวนาจึงนิยมปลูกพืชผักที่เติบโตได้ดีในอากาศเช่นนี้ จำพวก หอม กระเทียม ผักกาด กะหล่ำปลี แตงกวา และถั่วฝักยาว โดยจะต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากตลาดที่จำได้ว่ามีอยู่เพียงยี่ห้อเดียวคือ“เจียไต๋” (คือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ในปัจจุบัน) และเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ประหลาดมากเพราะไม่สามารถจะเก็บเมล็ดมาเพาะเองได้ต้องซื้อใหม่สถานเดียว

เวลากลางคืนฟ้าใสมากและไม่มีแสงสว่างใดๆ มาแย่งสายตา มองดูดาวต่างๆ ได้เต็มท้องฟ้าครบทุกจักรราศี จำได้ว่ามองเห็นทางช้างเผือกได้ชัดเจน เสียดายว่าตอนนั้นยังไม่ได้อ่านวรรณกรรมเรื่องกามนิตวาสิฏฐี จึงยังไม่รู้ว่าเขาทั้งสองนัดพบกันบนนั้น แต่ที่ตื่นเต้นมากก็คือ “ผีพุ่งไต้” หรือที่คนสมัยนี้เรียกว่า “ฝนดาวตก” ที่ผู้เขียนมักจะนับจำนวนด้วยเสียงอันดังจนย่าต้องออกมาดุ บอกว่านั่นคือเทวดากำลังจะมาเกิด อย่าไปนับเดี๋ยวท่านตกใจพานไม่มาเกิด

ที่สนุกมากอีกอย่างหนึ่งคือ “การจับหนู” ที่ได้ความรู้จากผู้ใหญ่ว่า หนูที่กินได้มีเพียง 2 ชนิดและต้องอยู่ตามท้องนาเท่านั้น คือ หนูนาและหนูพุก หนูทั้งสองนี้จะคล้ายๆ กัน คือ ตัวออกแนวอ้วนรี หน้าทู่ๆ ขนนุ่มๆ ที่บนตัวเป็นสีเทา ส่วนที่ท้องเป็นสีขาว (น่ารักจนกินไม่ลง) ต่างกันที่ว่าหนูพุกจะตัวใหญ่กว่ามาก ยาวประมาณ 1 คืบเป็นอย่างน้อย (ไม่รวมหาง) และจะขุดรูอยู่ตามคันนาริมแหล่งน้ำ เช่น ห้วยตามธรรมชาติ หรือสระที่ขุดไว้ ส่วนหนูนาจะตัวเล็กๆ ยาวไม่เกินกำปั้นและจะขุดรูอยู่ในนาข้าวนั้นเลย ซึ่งหนูนานี่แหละที่เป็นเหยื่อของการ “เผานาล่าหนู” ที่ผลพลอยได้นอกจากจะเป็นการกำจัดศัตรูของข้าวและพืชในนาแล้ว ก็ยังได้นำไปเป็นอาหารอันโอชารส

หนูที่กินไม่ได้ก็มี 2 ชนิดและเป็นหนูบ้านทั้งสองชนิด ชนิดแรกเป็นหนูที่เราได้เห็นบ่อยๆ ในหนังแนวสยองขวัญหรือขยะแขยง ขนาดตัวใหญ่เป็นคืบ เนื้อตัวสกปรกมาก ขนสีดำคล้ำอมเขียวปนน้ำตาล (คล้ายของเสียนั่นแหละ) ขนชี้กระด้างแข็งเหมือนแปรงลวด หน้าแหลม ตาโปน บางคนจึงเรียกว่า “หนูผี” อีกชนิดหนึ่งตัวเล็กๆ เนื้อตัวและสีสันก็เหมือนกับหนูปีศาจที่กล่าวมา แต่ดวงตาจะน่ากลัวกว่า เพราะเป็นเม็ดสีแดงทะลักออกมาแปะไว้ที่บนหัว คนอีสานเรียกว่า “หนูซิงตาสวด” (หนูซิง–หนูขนาดเล็ก ตาสวด–ตาทะลัก) ซึ่งเด็กๆ จะกลัวกันมาก

หนูสองชนิดหลังนี้ชาวบ้านไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อจะคิดกำจัดก็ต้องใช้ยาเบื่อ!

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่