posttoday

สุทธิพงษ์ นักรบไพร ตามรอยพ่อพัฒนาบ้านเกิด

09 กรกฎาคม 2560

“สุทธิพงษ์ นักรบไพร” หรือเต๋า หนุ่มชาวเขาเผ่าปะเกอกะเญอ วันนี้ในวัย 28 ปี ที่หวนกลับคืนบ้านเกิดที่บ้านห้วยห้อม

โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์

“สุทธิพงษ์ นักรบไพร” หรือเต๋า หนุ่มชาวเขาเผ่าปะเกอกะเญอ วันนี้ในวัย 28 ปี ที่หวนกลับคืนบ้านเกิดที่บ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน แหล่งผลิตกาแฟที่ขึ้นชื่อที่คอกาแฟรู้จักดี  สืบทอดและเดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง ผลิตกาแฟแบบครบวงจรรวมกลุ่มขายให้ร้านกาแฟเลื่องชื่อระดับโลก สตาร์บัคส์ นอกจากนั้นยังเปิดขายกาแฟทางออนไลน์

กาแฟห้วยห้อม เป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านห้วยห้อมที่ผลิตกาแฟครบวงจร ตั้งแต่การเพาะกล้ากาแฟ การผลิต การเก็บ ไปจนถึงการคั่วและบดกาแฟ จนกระทั่งบรรจุหีบห่อสวยงาม และยังมีการทำผ้าขนแกะและผลิตภัณฑ์จากขนแกะให้เลือกซื้อและเลือกชมด้วย จากจุดตั้งตัวด้วยเงินกู้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ถ้าไม่กลับบ้านเกิด ป่านนี้เขาคงหลังขดหลังแข็งเป็นลูกจ้าง โดยไม่ได้ลืมตาอ้าปาก หลังเรียนจบมัธยมเขาได้เข้าไปเป็นลูกจ้างในตัวเมือง อ.แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ด้วยค่าจ้างที่ไม่สูงมากนัก แต่กลับมีภาระค่าใช้จ่ายในเมืองที่มาก ทั้งค่าที่อยู่ ค่าอาหารการกิน เมื่อหักกลบกับรายได้ที่ได้รับไม่ได้เหลือมากพอ  และที่สำคัญต้องจากบ้านเกิดออกมา ดังนั้นเมื่อทนสภาพแบบนี้ได้ไม่นานนัก หนุ่มเต๋าจึงตัดสินใจกลับบ้าน กลับไปอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ห้วยห้อม หมู่บ้านที่มีการปลูกกาแฟที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศไทย

“ผมตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เพราะการอยู่กับบ้านทำให้ชีวิตอบอุ่น มีความสุข ประกอบกับที่บ้านแม่ (มะลิวรรณ นักรบไพร) ซึ่งที่บ้านแม่มีการปลูกกาแฟอยู่แล้วและทำมาตั้งแต่รุ่นคุณตา ที่เป็นชาวเขาที่ได้นำแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพราะที่หมู่บ้านพ่อหลวงได้เสด็จฯ มาเยือนมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านยึดตามแนวของพระองค์ในการดำเนินชีวิต” สุทธิพงษ์ เล่า

 การตัดสินใจกลับมาช่วยที่บ้านเริ่มด้วยการขอเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาขยายแปลงกาแฟพันธุ์อราบิกา โดยค่อยๆ ปลูกไปครั้งละ 5,000 ต้น ปลูกไปเรื่อยๆ จนไร่แปลงขนาดใหญ่ตามไหล่เขา เมื่อรวมกับของที่บ้านที่มีอยู่แล้ว และรวมกับชาวบ้านในหมู่บ้านก็มีเมล็ดพันธ์ุกาแฟที่มากพอรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า ทั้งที่เป็นแบรนด์ดังและมีการรวมกลุ่มกันขายผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก

ที่หมู่บ้านห้วยห้อมปลูกกาแฟพันธุ์อราบิกา รสชาติเข้มข้น ซึ่งการเพาะปลูกของที่นี่ไม่ใช้สารเคมีใดให้เกิดสารตกค้าง จนได้รับการยอมรับจากสตาร์บัคส์

สุทธิพงษ์ กล่าวว่า เมื่อเข้ามาช่วยแม่ ตอนนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ และน้องสาวซึ่งเรียนจบระดับปริญญาตรี ก็มาช่วยกันเพื่อพัฒนาและนำสินค้าของห้วยห้อม ทั้งกาแฟและผลิตภัณฑ์จากขนแกะออกสู่ชาวนอกด้วยวิธีการของคนรุ่นใหม่ คือการค้าขายผ่านออนไลน์ ซึ่งใช้ระบบส่งสินค้าทางไปรษณีย์และโอนเงินผ่านบัญชี บางครั้งก็มีบ้างที่ลูกค้าสั่งสินค้าแล้วไม่โอนเงิน แต่น้อยมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่มีจะเป็นแบบไว้ใจ

สุทธิพงษ์ นักรบไพร ตามรอยพ่อพัฒนาบ้านเกิด

“ตอนนี้การปลูกและคั่วกาแฟของหมู่บ้านพัฒนาไปมาก ใช้เครื่องคั่วที่ใหญ่และได้มาตรฐาน ซึ่งในการขายนั้นราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 450 บาท มี 3 ขนาดให้ลูกค้าเลือก 250 กรัม ครึ่งกิโลกรัมและ 1 กิโลกรัม ทั้งแบบเม็ดและบดแล้ว จะไม่คิดค่าขนส่งถ้าส่งแบบธรรมดา แต่ถ้าส่งอีเอ็มเอสจะมีค่าบริการ ซึ่งลงมาส่งสินค้าทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ จะส่งสินค้าเมื่อมียอดโอนเงินเข้าบัญชียืนยัน”

ปัจจุบันที่บ้านห้วยห้อมได้เปิดเป็นโฮมสเตย์ชุมชนบ้านห้วยห้อม ต้อนรับผู้คนที่จะเข้าไปเยือนเข้าไปสัมผัสทุ่งนาขั้นบันได ชิมกาแฟ ที่ถิ่นผลิตบนยอดดอยสูง พูดได้ว่าบ้านนอนคืนหลักร้อย แต่ชมบรรยากาศวิวหลักล้าน และยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านห้วยห้อมเป็นชาวปะเกอกะเญอที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายได้ด้วย

“ผมกลับมาอยู่ที่บ้าน เดินตามแนวทางแบบพอเพียงชีวิตก็มีความสุข และทุกวันนี้ที่บ้านห้วยห้อมกำลังเข้าสู่ฤดูทำนา ซึ่งจะมีบรรยากาศและวิวที่เขียวสดชอุ่มรอต้อนรับผู้คนที่จะเดินทางมาเยือนบ้านเรา”

บ้านห้วยห้อมเป็นหมู่บ้านในตำนานกว่า 200 ปีมาแล้ว มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตัวเอง ก่อนหน้านี้ชาวบ้านมีความเชื่อเกี่ยวกับผีไม่ต่างจากชาวปะเกอกะเญอถิ่นอื่นๆ กระทั่งราวปี 2500 มีมิชชันนารีกลุ่มหนึ่งเข้ามาเผยแพร่ศาสนา ชาวห้วยห้อมจึงพากันหันมานับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ โดยทุกวันอาทิตย์จะหยุดงานทุกอย่างเพื่อเข้าโบสถ์พร้อมกันและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

“เมื่อก่อนเราทำไร่อย่างเดียว มิชชันนารีก็เลยเข้ามาสนับสนุนให้เราปลูกกาแฟ เลี้ยงแกะ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ตอนแรกมิชชันนารีเอาแกะมาให้ชาวบ้านเลี้ยง 5 ตัว จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินีเสด็จฯ มาที่ห้วยห้อม เราก็ทอผ้าขนแกะถวาย หลังจากนั้นพระราชินีก็ทรงมีพระราชดำริส่งเสริมชาวบ้านผ่านกรมปศุสัตว์ ปี 2540 ก็มีการนำเข้าแกะจากออสเตรเลียมาให้ชาวบ้านเลี้ยง ทำให้เรามีขนแกะที่มีคุณภาพดีขึ้น” มะลิวรรณ นักรบไพร กล่าวเสริม

ข่าวล่าสุด

ราชกิจจาฯ ประกาศ “นิกร จำนง” นั่ง สส.แทน “ซาบีดา” หลังลาออก