
ผู้นำประเทศไทย ไปสู่ Thailand 4.0
เมื่อสัปดาห์ผ่านมา ผมได้มีโอกาสนำเสนอผลการวิจัยที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
โดย...ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา
เมื่อสัปดาห์ผ่านมา ผมได้มีโอกาสนำเสนอผลการวิจัยที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับนักวิจัยจากธนาคารโลกและกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกันดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลผลการสอบ PISA ของตัวแทนเยาวชนไทยมากกว่า 8,000 คน เมื่อปี 2558 เพื่อสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล
ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ ธนาคารโลก นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่า เรามีแรงงานทักษะสูงเพียง 1,000 คนต่อ 1 ล้านคน ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูง มีแรงงานทักษะสูง จำนวน 7,000-8,000 คนต่อ 1 ล้านคน โดยไม่มีประเทศไหนเลยที่มีคนระดับหัวกะทิแค่เพียงร้อยละ 1 อย่าง แล้วจะสามารถก้าวเป็นประเทศรายได้สูงได้ จึงถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น
ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค นักวิจัยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผลการสอบ PISA 2015 พบว่า เยาวชนไทยกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นนักเรียนยากจนจะทำคะแนนได้ไม่ดี โดยส่วนใหญ่ยังคงมีทักษะการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ต่ำกว่ามาตรฐานในระดับนานาชาติกำหนดไว้ ซึ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ทำให้ไทยถูกจัดลำดับอยู่ในอันดับ 56 จาก 72 ประเทศที่เข้าสอบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาพอนาคตที่น่าเป็นห่วงว่า หากครึ่งหนึ่งของประชากรวัยแรงงานยังสอบตกในทักษะซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก เราจะสามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะขั้นสูงเพิ่มขึ้น 7-8 เท่า ตามเป้าหมาย Thailand 4.0 ได้อย่างไร
แต่ ดร.ภูมิศรัณย์ ได้นำเสนอข้อค้นพบใหม่ว่า ไทยมีประชากรเยาวชนที่เรียกว่ากลุ่ม Resilient Student หรือนักเรียนที่มีระดับเศรษฐฐานะต่ำสุด 25% ของแต่ละประเทศ แต่สามารถทำคะแนนสอบได้เป็นกลุ่มสูงที่สุด 25% ของโลก เป็นเด็กที่สามารถเอาชนะอุปสรรคในชีวิตได้ หรือเรียกว่าเด็กกลุ่ม “ช้างเผือก” จำนวนราว 3.33% จากผลการวิเคราะห์พบว่า หากเยาวชนไทยกลุ่มที่ยากจนที่สุด 25% นี้มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมเทียบเท่าค่าเฉลี่ยทั่วไปของนักเรียนจากทั่วโลก จะทำให้ประเทศมีจำนวนเด็กกลุ่มช้างเผือกเพิ่มขึ้นเป็น 30,300 คน หรือ 18.4%
อย่างไรก็ตาม เวียดนามซึ่งประชากรส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจนกลับมีเด็กช้างเผือกสูงถึง 75.5% ซึ่งสะท้อนว่าระบบการศึกษาของเวียดนามในปัจจุบันมีศักยภาพในการจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาและยกระดับศักยภาพของประชากรกลุ่มด้อยโอกาสและยากจนในประเทศได้ดีกว่าไทยกว่า 3-4 เท่าตัวในอีก 20 ปีข้างหน้าเวียดนามย่อมสามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้มากกว่าไทยไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถตามได้ทัน
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เด็กช้างเผือกสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดได้คือ แรงบันดาลใจ และความสนใจและความสุขในการเรียนวิทยาศาสตร์ รวมถึงให้เวลาในห้องเรียนอย่างเต็มที่มากกว่าจะไปเรียนพิเศษและสำคัญที่สุดคือบทบาทของครู ที่มีกระบวนทัศน์แบบพรแสวงมีการสอนแบบให้เด็กมีส่วนร่วม สอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถาม สอนตามความต้องการของเด็ก
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กเหล่านี้กว่า 63% มีความคาดหวังกับอาชีพของตัวเองน้อย ทัศนคติของผู้ปกครองที่ขาดความเข้าใจในศักยภาพของลูกหลาน ทำให้พวกเขาไม่ได้มีโอกาสศึกษาต่อ หรือไม่ได้ศึกษาต่อในสาขาอาชีพที่มีความถนัด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียคนเก่งที่มีศักยภาพไป
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาจึงสำคัญ หากภาครัฐสามารถค้นพบและพัฒนาเด็กกลุ่มช้างเผือกซึ่งมักอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด 40% แรกของประเทศ และส่งเสริมปัจจัยบวกทางการเรียนรู้ให้กับเด็กกลุ่มยากจนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุดหนุนทุนการศึกษา และการแนะแนวให้เห็นช่องทางโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ จะช่วยลดจำนวนเด็กกลุ่มผลการเรียนอ่อนหรือมีทักษะด้อยมาตรฐานลง นับเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ทำให้ประเทศไทยมีแรงงานทักษะสูงที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ตอบโจทย์ Thailand 4.0 ที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ได้
การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้นั้น เราจะต้องพาคนกลุ่มนี้ไปให้ได้ ต้องทำให้ระบบการศึกษาสามารถเป็นกลไกการเลื่อนชั้นทางสังคมที่ดี ภาคส่วนต่างๆ ต้องเห็นความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนกลุ่มนี้ให้ถึงขีดสุดโดยเฉพาะเรื่องโอกาสทางการศึกษาทั้งสายอาชีพ และสายอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ การจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กเยาวชนยากจนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่น่าจับตาของรัฐบาลที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ได้ในอนาคต ถ้าเราไม่ช่วยคนเหล่านี้ ประเทศไทยจะไม่มีวันก้าวไปถึงเป้าหมาย Thailand 4.0 ได้เลย







