
ไอเอ็มเอฟแนะไทยปฏิรูปโครงสร้าง
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.-1 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นำโดย แอนนา กอร์บาโช ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2560 ตามข้อตกลง โดยการแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยกับหน่วยงานราชการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันภาครัฐและเอกชน โดยไอเอ็มเอฟเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำหลายประการปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ผลของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยการใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลายควบคู่กับนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการไหลออกของเงินทุนและทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น รวมทั้งก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกมากขึ้นนอกจากนี้ นโยบายกีดกันทางการค้าอาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดอย่างไทย อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยบวกให้ภาคการส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในระยะเวลาอันใกล้สำหรับปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเ
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.-1 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นำโดย แอนนา กอร์บาโช ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2560 ตามข้อตกลง โดยการแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยกับหน่วยงานราชการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันภาครัฐและเอกชน โดยไอเอ็มเอฟเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำหลายประการ
ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ผลของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยการใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลายควบคู่กับนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการไหลออกของเงินทุนและทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น รวมทั้งก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกมากขึ้น
นอกจากนี้ นโยบายกีดกันทางการค้าอาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดอย่างไทย อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยบวกให้ภาคการส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในระยะเวลาอันใกล้
สำหรับปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำอาจส่งผลลบต่อการบริโภคในประเทศและศักยภาพของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่อาจจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง จะเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่าที่คาด
ไอเอ็มเอฟมองว่าไทยมีลักษณะที่จะติดกับดักรายได้ปานกลาง หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตเชื่องช้าและอัตราเงินเฟ้อต่ำเช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจหลักบางประเทศ และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นปัจจัยฉุดรั้งการจ้างงานและการลงทุน และทำให้การคาดการณ์อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลง
ไอเอ็มเอฟยังสนับสนุนการใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแรงส่งสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศและอัตราเงินเฟ้อ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนและการนำเข้า สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและทำให้ฐานะต่างประเทศสมดุลมากขึ้น ทั้งนี้ไม่ควรใช้ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลัง (Fiscal Space) เพื่อสนับสนุนมาตรการระยะสั้นที่ไม่ตรงเป้าหมายและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว ในการนี้ภาครัฐมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มการจัดเก็บรายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการปรับโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Growth-Friendly Taxes) เพื่อรองรับรายจ่ายสวัสดิการสังคมที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และช่วยรักษาความยั่งยืนของหนี้สาธารณะในระยะยาว
นอกจากนี้ ไทยควรมีการปฏิรูประบบบำนาญแบบบูรณาการ (Comprehensive pension reform) เพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องของระบบและรองรับกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุในระยะข้างหน้า โดยควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเท่าเทียม ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของระบบ การกำหนดกลยุทธ์การคลังในระยะปานกลางก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายการคลังด้วย
ไอเอ็มเอฟแนะนำให้ไทยควรดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง การปฏิรูปร่วมกันโดยทุกภาคส่วนควรพิจารณาปัจจัยทั้งหมดที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญกับความท้าทายที่เกิดจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเพิ่มกำลังแรงงานด้วยการลดความไม่เท่าเทียมทางเพศ (Closing gender gaps) และการเพิ่มอายุเกษียณ การอำนวยความสะดวกในการย้ายถิ่นฐานของแรงงานฝีมือ และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จะช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานและลดผลกระทบจากปัญหาโครงสร้างประชากร ไทยยังสามารถเพิ่มการสะสมทุนของภาคเอกชนและเพิ่มผลิตภาพโดยรวม (Total factor productivity) อีกด้วย การพัฒนากลไกเพื่อระบุครัวเรือนที่ยากจนและเปราะบาง จะช่วยให้ภาครัฐสามารถพัฒนาการให้ความช่วยเหลือทางสังคมได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น รวมทั้งจะช่วยจัดการกับผลกระทบจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างต่อการกระจายรายได้อีกด้วย







