
นาปรังเกินโควตา เสี่ยงล่ม2.6ล้านไร่
ชาวนาภาคกลาง เดินหน้าทำนาปรัง 5.3 ล้านไร่ ขณะที่กรมชลประทานให้โควตาเพียง 2.67 ล้านไร่เท่านั้น นายโบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า นาปรังในพื้นที่ภาคกลางกว่าครึ่ง หรือประมาณ 2.6 ล้านไร่ มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียหาย เนื่องจากมีการทำนาปรังมากถึง 5.3 ล้านไร่ ขณะที่กรมชลประทานจัดสรรน้ำให้ได้เพียง 2.67 ล้านไร่เท่านั้น“ชาวนาในพื้นที่ภาคกลางยังคงเดินหน้าทำนาปรังช่วงฤดูแล้งนี้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานกรมชลประทาน หน่วยงานเกษตร รวมถึงฝ่ายปกครอง ได้เดินหน้าออกประชาสัมพันธ์ถึงชาวนาแล้วว่าจะขาดแคลนน้ำเพื่อทำนาปรัง เพราะว่าน้ำต้นทุนที่ได้จากเขื่อน เพื่อจะส่งเข้าระบบชลประทานนั้นมีไม่เพียงพอ” นายโบว์แดง กล่าวทั้งนี้ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ข้าวนาปรังที่ปลูกที่อายุประมาณ 2 เดือน จะเก็บเกี่ยวช่วงปลายเดือน เม.ย. เสี่ยงที่จะเสียหาย หรือส่งผลต่อคุณภาพของเมล็ดข้าวทำให้ขายได้ราคาไม่ดี นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ เพราะชาวนาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาน้ำในแม่น้ำลำคลองเติมแปลงนาของตนเอง
นายโบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า นาปรังในพื้นที่ภาคกลางกว่าครึ่ง หรือประมาณ 2.6 ล้านไร่ มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียหาย เนื่องจากมีการทำนาปรังมากถึง 5.3 ล้านไร่ ขณะที่กรมชลประทานจัดสรรน้ำให้ได้เพียง 2.67 ล้านไร่เท่านั้น
“ชาวนาในพื้นที่ภาคกลางยังคงเดินหน้าทำนาปรังช่วงฤดูแล้งนี้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานกรมชลประทาน หน่วยงานเกษตร รวมถึงฝ่ายปกครอง ได้เดินหน้าออกประชาสัมพันธ์ถึงชาวนาแล้วว่าจะขาดแคลนน้ำเพื่อทำนาปรัง เพราะว่าน้ำต้นทุนที่ได้จากเขื่อน เพื่อจะส่งเข้าระบบชลประทานนั้นมีไม่เพียงพอ” นายโบว์แดง กล่าว
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ข้าวนาปรังที่ปลูกที่อายุประมาณ 2 เดือน จะเก็บเกี่ยวช่วงปลายเดือน เม.ย. เสี่ยงที่จะเสียหาย หรือส่งผลต่อคุณภาพของเมล็ดข้าวทำให้ขายได้ราคาไม่ดี นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ เพราะชาวนาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาน้ำในแม่น้ำลำคลองเติมแปลงนาของตนเอง







