
ทุจริตหนุนประชานิยม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
สถานการณ์คดีติดสินบนบริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่เชื่อมโยงถึงการบินไทยกับ ปตท.ยังไม่ทันจางหาย ก็มีการเปิดเผยอันดับคอร์รัปชั่นทั่วโลกตามมาติดๆ ทันที ในรายงานดัชนีความโปร่งใสโลก (Corruption Perception Index) ประจำปี 2559 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (TI) ที่ครั้งนี้อันดับของประเทศไทยเราร่วงลงแบบ “กราวรูด” จากที่ 76 ในปี 2558 มาอยู่ที่อันดับ 101 หรือคะแนนดิบลดลงจาก 38 เหลือ 35 คะแนน
ในปีนี้เรามีตัวฉุดสำคัญเป็นดัชนีความหลากหลายทางประชาธิปไตย (VDem) 2559 ที่เข้ามาเป็นมาตรวัดที่ 13 จากในปีที่แล้วซึ่งใช้ 12 มาตรวัด มาตรวัดเหล่านี้ก็คือการประเมินหรือจัดอันดับทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ขององค์กรต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ดัชนีศักยภาพการแข่งขันโลกของ IMD รายงานของเวิลด์แบงก์ และดัชนีเสรีภาพ ฟรีดอม เฮาส์
การเพิ่มดัชนีชี้วัดเรื่องประชาธิปไตยเข้ามาแบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คะแนนของไทยจะลดลง จากเดิมที่ลดลงในมาตรวัดอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องไปหาทางปรับปรุงกันในรายละเอียดกันต่อไป
ทว่าที่น่าสนใจและถือเป็นแกนหลักของรายงานภาพรวมทั่วโลกในปีนี้ก็คือ เขาเน้นไปที่ความเชื่อมโยงระหว่างการคอร์รัปชั่นและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ว่าเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนกระแสประชานิยมที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดในยุโรปด้วย
ทว่าเมื่อพรรคการเมืองแนวป๊อปปูลิสม์เหล่านี้ หรือผู้นำแนวเผด็จการชนะการเลือกตั้งได้เข้ามามีอำนาจแทนที่แล้ว กลับมักจะล้มเหลวในการแก้ปัญหาทุจริตตามมา เพราะมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจนิยมหรือเคลื่อนไหวในเชิงขวาจัดที่ทำให้ประชาธิปไตยหรือพลวัตอื่นๆ ในสังคมอ่อนแอลง รวมถึงการจำกัดเสรีภาพ และกระทบต่อความเป็นอิสระของระบบยุติธรรมด้วย
เห็นรายงานนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าในวันเดียวกัน สำนักอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนส์ ยูนิต (EIU) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดของทีไอเช่นเดียวกัน เพิ่งประกาศลดชั้น “สหรัฐ” จากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเต็มเปี่ยม หรือต้องได้คะแนนดิบมากกว่า 8 ขึ้นไป ลงมาเป็นประเทศที่ “เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เคยจัดอันดับมา โดยได้คะแนนไป 7.98 ลงมาอยู่ในลีกเดียวกันกับอิตาลี ซึ่งประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ที่มีการเลือกตั้งแต่ยังมีช่องโหว่แบบนี้ ก็ยังรวมถึง ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอินเดีย
แต่หากไปถามคอมเมนต์ทรัมป์ อาจตอบมาตามสไตล์ไม่แคร์อะไร พร้อมยินดีต้อนรับสู่ยุค New World Order แทน







