
สมดุลอำนาจใหม่
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
อาจเรียกได้ว่านอกจากรัสเซียแล้วก็แทบไม่มีประเทศมหาอำนาจรายใดเลยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่เปิดศึกทางวาจาด้วย จากเดิมที่เริ่มต้นจากจีน ก็ลุกลามไปยังเม็กซิโก จนล่าสุดก็มาถึงมหามิตรยุโรป
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บิลด์ แท็บลอยด์ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีใจความหลักคือ โจมตี อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ว่าใช้ยุโรปเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายผู้อพยพที่ผิดพลาด และแขวะองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) ว่าล้าสมัยและบริหารเงินไม่เป็น
ทิศทางที่ไม่เป็นมิตรเช่นนี้ยังไม่นับรวมที่ทรัมป์เพิ่งขู่บีเอ็มดับเบิลยู ค่ายรถยนต์ใหญ่จากเยอรมนีว่าจะเก็บภาษีนำเข้า 35% ฐานไปตั้งโรงงานผลิตซีรี่ส์ 3 ในเม็กซิโกแล้วส่งกลับมาขายแบบไม่เสียภาษีในสหรัฐ และยังไม่นับที่มีกรณีบาดหมางใจเป็นทุนเดิมกับนาโต้มาก่อนหน้านี้แล้วจากช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
ที่ผ่านมา ยุโรปค่อนข้างนิ่งกับทรัมป์มาตลอด เพราะมองว่าอาจยังเป็นเพียงการเล่นการเมืองในสไตล์ทรัมป์ ที่ด่าไว้ก่อน แต่จะทำจริงหรือไม่ยังต้องรอดูอีกที เพราะจนถึงปัจจุบันที่กำลังจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในอีกแค่ 3 วันแล้ว แต่ทรัมป์ก็ยังไม่เปิดเผยแผนที่ชัดเจนเสียทีว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร โดยเฉพาะในช่วง 100 วันแรกของการทำงาน
แต่ยิ่งมีทิศทางที่ไม่เป็นมิตรมากเข้าเช่นนี้ บวกกับท่าทีที่จะดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าอย่างชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจหากยุโรปจะกังวลขึ้นมาจริงๆ ว่า ทิศทางความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างสหรัฐกับยุโรปอาจกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนจริงๆ ในยุคของทรัมป์
ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมนั้น สไตล์ของทรัมป์แทบจะเป็นขั้วตรงกันข้ามกับเยอรมนีที่เป็นหัวหอกของยุโรปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เรื่องผู้อพยพไปจนถึงการบริหารเศรษฐกิจ ทำให้มีแนวโน้มว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันหลังจากนี้อาจไม่มีอะไรให้คาดหวัง อาทิ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ข้ามแอตแลนติก หรือ
เอฟทีเอยุโรป-สหรัฐ ที่น่าจะถูกพับยาว
ที่ผ่านในช่วง 8 ปีของบารัก โอบามา ถือได้ว่านาโต้เป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยให้อเมริกายิ่งใหญ่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง หรือการคานกับรัสเซียในยูเครน แต่ทรัมป์กำลังจะหันไปคุยกับรัสเซียมากกว่าเพื่อนเก่าอย่างนาโต้
ที่ผ่านมา สหรัฐเคยมีกรณีไม่เชื่อนาโต้และลุยเดี่ยว (พร้อมอังกฤษ) มาแล้วในสงครามอิรักเมื่อปี 2003 แถมขู่จะจัดการเยอรมนีกับฝรั่งเศสที่เป็นหัวหอกต้านมาแล้ว ทรัมป์เองเคยวิจารณ์การตัดสินใจทำสงครามอิรักในครั้งนั้นว่าไม่ถูกต้อง แต่ในวันนี้ทรัมป์เองก็อาจจะทำในสิ่งที่ซ้ำรอยเดิมคือไม่ฟังเพื่อน และอาจส่งผลให้สมดุลอำนาจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องสั่นคลอนอีกครั้ง โดยเฉพาะที่ยังมีปัญหาคาราคาซังอยู่ในซีเรียและแม้กระทั่งยูเครนที่ยังวางใจไม่ได้เช่นกัน







