
เมดอินอเมริกาแผลงฤทธิ์ ค่ายรถกลับทิศสยบ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ยังไม่ทันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะแถลงรายละเอียดทิศทางนโยบายใหม่และสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ แวดวงเศรษฐกิจและธุรกิจโลกหลายด้านก็เผชิญแรงสั่นสะเทือนกันครั้งใหญ่ จากผลพวงของรัฐบาลใหม่สหรัฐที่หันหัวกลับแทบจะ 180 องศา ตั้งแต่ทิศทางเรื่องการค้า อัตราดอกเบี้ย มาจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นรายล่าสุด
ทรัมป์เคยลั่นวาจาตลอดการหาเสียงที่ผ่านมา ว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งหนึ่งในหัวใจสำคัญ ก็คือ จะพลิกฟื้นภาคการผลิตและสร้างงานในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานบลู-คอลลาร์ในภาคการผลิตที่ถูกทิ้งกลายเป็นคนชายขอบตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ในสมัยรัฐบาลพรรคเดโมแครตของ บารัก โอบามา คนกลุ่มนี้ปรับตัวได้ช้า และไม่ได้ประโยชน์อะไรกับการค้าเสรีที่เฟื่องฟูตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
การทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ให้เร็วที่สุดและเห็นผลเป็นรูปธรรมได้มากที่สุด จึงต้องเริ่มต้นที่ภาคการผลิตที่มีอยู่แล้ว และเคยยิ่งใหญ่มาก่อนยุคการค้าเสรี นั่นก็คือ ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งฐานการผลิตในแถบมิดเวสต์โดยมีศูนย์กลางที่มิชิแกนนั้น ยังเป็นพื้นที่ฐานเสียงสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วย
เพียงแค่ใช้ทวิตเตอร์ที่พิมพ์ได้แค่ไม่เกิน 140 ตัวอักษร โจมตีบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) กรณีไปผลิตรถรุ่นเชฟวี ครูซ ในเม็กซิโก แล้วส่งกลับมาขายในสหรัฐโดยไม่เสียภาษี พร้อมขู่ให้ทางเลือกว่าจะกลับมาผลิตในประเทศหรือเจอการเก็บภาษี เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐก็เปลี่ยนทิศทางไปอย่างพลิกโฉม
ฟอร์ด มอเตอร์ กลายเป็นค่ายรถยนต์รายแรกที่ประกาศรับลูกนโยบายของทรัมป์ด้วยการประกาศยกเลิกแผนจัดตั้งโรงงานรถยนต์แห่งใหม่ในเม็กซิโก มูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) และหันไปลงทุนในประเทศ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) ขยายโรงงานเดิมในรัฐมิชิแกน แทน เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งจะสร้างงานในสหรัฐได้เพิ่มขึ้น 700 อัตรา
จากนั้น ทรัมป์ได้ขยายไลน์ไปยังค่ายรถยนต์ต่างประเทศ โดยทวีตโจมตีโตโยต้า มอเตอร์ ในเรื่องเดียวกัน ส่งผลให้โตโยต้าประกาศแผนการลงทุนในสหรัฐ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.57 แสนล้านบาท) ภายในอีก 5 ปีข้างหน้าตามมา พร้อมเปิดตัวรถยนต์รุ่นคัมรี่ใหม่ ซึ่งเป็นรถของโตโยต้ารุ่นที่ขายดีที่สุดในสหรัฐ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทก็ยังไม่มีแผนจะย้ายหรือลดสัดส่วนการผลิตที่โรงงานในเม็กซิโกแต่อย่างใด
ขณะที่ เฟียต-ไครสเลอร์ ออโตโมบิลส์ (เอฟซีเอ) ประกาศแผนลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.57 หมื่นล้านบาท) เพื่อปรับปรุงและยกระดับโรงงาน 2 แห่ง ในรัฐโอไฮโอ และมิชิแกน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มการจ้างงานได้ถึงราว 2,000 อัตรา และอาจย้ายการผลิตรถกระบะรุ่นแรม จากโรงงานที่เม็กซิโกมาอยู่ที่มิชิแกน ภายหลังการปรับปรุงขยายโรงงานเสร็จสิ้นภายในปี 2020
นับเป็นบริษัทรถยนต์รายล่าสุดที่ตอบรับนโยบายของทรัมป์ ก่อนที่ค่ายรถยนต์อีกหลายแห่งจะใช้งานแสดงยานยนต์ครั้งใหญ่ประจำปีในสหรัฐ หรือดีทรอยต์ ออโตโชว์ ในสัปดาห์นี้ เป็นเวทีขานรับนโยบายทรัมป์กันอย่างต่อเนื่อง
ที่จริงแล้ว การใช้ทวิตเตอร์ขู่หรือโจมตีฝ่ายตรงข้ามนั้นแทบจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัวทรัมป์ไปแล้ว ทว่าการทวีตขู่ทั้งค่ายรถสัญชาติอเมริกันและญี่ปุ่นครั้งนี้ถูกมองเป็นการส่งสัญญาณ ว่ารัฐบาลทรัมป์จะลงมือทำจริงภายใต้ทิศทางอเมริกาเฟิร์สต์ ที่จะหันมาใช้การกีดกันทางการค้า (Protectionism) มากขึ้น ตั้งแต่เม็กซิโกไปจนถึงจีน โดยอาจผ่านการรื้อข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทรัมป์ประกาศจะทำมาตลอดเมื่อครั้งหาเสียง หรืออาจตั้งกำแพงภาษีเฉพาะขึ้นมาตามที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีรถยนต์จากเม็กซิโกที่ส่งเข้ามาขายในสหรัฐ 35%
ในทางปฏิบัติจริงนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าประธานาธิบดีไม่ได้มีอำนาจร่างกฎหมายภาษี เพราะนี่คือหน้าที่ของสภาคองเกรสสหรัฐ แม้ว่าปัจจุบันพรรครีพับลิกันจะได้ครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ก็ใช่ว่าสภาจะเป็นเนื้อเดียวกันกับทรัมป์ ส่วนการจะรื้อนาฟต้าเจรจากันใหม่นั้นแม้จะมีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐจะใช้อิทธิพลบีบบังคับให้ประเทศคู่ค้าทั้งเม็กซิโกและแคนาดาหันหน้ามาคุยกันใหม่ แต่นี่ก็เป็นเรื่องระยะยาวที่ไม่อาจหวังผลได้ทันทีในช่วงไม่กี่ปีนี้
ช่องทางที่อาจเป็นไปได้จึงเป็นการใช้อำนาจพิเศษของประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษี ซึ่งทรัมป์เคยส่งสัญญาณก่อนหน้าว่าอาจอยู่ที่ระหว่าง 5-10% ทว่ากลไกนี้ก็มีความเสี่ยงสูง ดาเนียล ชาวิโร ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายภาษีจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ระบุว่า การตั้งกำแพงภาษีต่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทั้งบริษัทอเมริกันและบริษัทต่างชาตินั้น เสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ผ่านองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) และจากประเทศต่างๆ ที่เสียประโยชน์
จึงไม่น่าแปลกใจที่ค่ายรถยนต์อีกหลายแห่งยังสงวนท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ โดยหลายค่ายเลือกที่จะเดินหน้าการผลิตในเม็กซิโกต่อไป แต่ลดแรงเสียดทานกับรัฐบาลใหม่ด้วยการเพิ่มการลงทุนในสหรัฐมากขึ้นแทน เช่น เดมเลอร์ จะขยายการลงทุน 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.62 หมื่นล้านบาท) ในแอละบามา โฟล์กสวาเกนจะลงทุนระยะยาว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 2.5 แสนล้านบาท) และฮอนด้าจะลงทุนผลิตรถไฮบริดในสหรัฐปี 2018
ทางฝั่ง จีเอ็ม ซึ่งมี แมรี บาร์รา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เป็น หนึ่งในคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้ทรัมป์ด้วยนั้น ยังยืนยันไม่เปลี่ยนแผนการลงทุนในเม็กซิโก โดยส่งสัญญาณเพียงว่าอาจต้องรอดูนโยบายของทรัมป์ก่อน เช่น แผนการลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% และการปรับแก้กฎระเบียบให้เป็นมิตรต่อภาคเอกชนมากขึ้น
ขณะที่ นิสสัน ซึ่งเป็นค่ายรถต่างชาติที่ลงทุนในเม็กซิโกมากที่สุดตั้งแต่ 50 ปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของรถที่บริษัทจำหน่ายในสหรัฐ หรือราว 1.4 ล้านคัน ในปีที่แล้ว ยังเชื่อว่าสหรัฐไม่สามารถทำการค้าในโลกปัจจุบันด้วยการปิดพรมแดนได้ จึงยังสงวนท่าทีและรอดูความชัดเจนมากขึ้นก่อน
เมดอินอเมริกาที่มุ่งหมายสร้างความยิ่งใหญ่ให้อเมริกามาก่อนใคร จึงเริ่มสร้างความสั่นสะเทือนใหญ่ไปทั่วโลก และต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้







