"สถาบันภูมิราชธรรม" ต่อยอดชีวิตกับวิถีพอเพียง
เปิดเนื้อหาร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้ง "สถาบันภูมิราชธรรม" เพื่อน้อมนำพระอัจฉริยภาพมาเป็นแบบอย่างในการจัดการศึกษา
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ใน พ.ศ. 2560 และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในด้านการศึกษาและศิลปวิทยาการ ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ทุกแขนง
ตลอดจนน้อมนำพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่ทรงมีอยู่เต็มเปี่ยมในความรู้ทุกด้าน และได้ยังให้เกิดประโยชน์สุขแก่พสกนิกรมาช้านาน เพื่อมาเป็นแบบอย่างในการจัดกระบวนการศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีอยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของประชาชาติไทยไปในอนาคตกาลโดยไม่มีเวลาสิ้นสูญ
ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงศึกษาธิการเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรม และเนื่องจากสถาบันดังกล่าวเป็นสถาบันทางอุดมศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐและอยู่ในอุปถัมภ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงต้องเสนอร่างกฎหมายเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติและให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา สนช.ส่วนใหญ่เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.สถาบันภูมิราชธรรม วาระแรกด้วยคะแนนเอกฉันท์ 217 เสียง
สำหรับสถาบันภูมิราชธรรม จะสร้างอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จำนวน 436 ไร่ โดยใช้กองทุนประเดิม 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้งบประมาณของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดให้เป็นรายปี รวมถึงเงินหรือทรัพย์ที่มีผู้อุทิศให้
อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้ อาทิ มาตรา 5 ให้ รมว.ศึกษาธิการรักษาการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 6 ให้สถาบันดังกล่าวมุ่งหวังให้บัณฑิตมีคุณธรรมกำกับความรู้ เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและจริยธรรม ใฝ่รู้ กอปรด้วยวิจารณญาณ มีความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน ความเพียร ความอดทนอดกลั้น
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีจิตสำนึกช่วยเหลือผู้ที่ด้อยและอ่อนแอกว่า มีจิตใจเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และตั้งมั่นในความยุติธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
มาตรา 12 กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
มาตรา 13 สถาบันมีอำนาจหน้าที่กระทำการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรา 6 อาทิ (1) ซื้อ ขาย รับจ้าง สร้าง จัดหา โอนเช่า หรือทำนิติกรรมใดๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของสถาบัน ตลอดจนถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือมีสิทธิต่างๆ ในทรัพย์สินของสถาบัน และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุดหนุนหรืออุทิศให้
(2) ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการให้การศึกษาและการบริการทางวิชาการ (3) รับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการในการให้บริการภายในอำนาจหน้าที่ของสถาบัน รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น
(4) ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน หรือกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ และ (5) กู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้น และลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของสถาบัน ทว่า ถ้าเป็นจำนวนเงินเกินกว่าวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน
มาตรา 14 รายได้สถาบัน อาทิ (1) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี (2) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน (3) เงินที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบให้เพื่อจัดตั้งกองทุนภูมิราชธรรม หรือมอบสมทบภายหลัง และรายได้ ดอกผล หรือผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว
มาตรา 16 บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของสถาบัน หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของสถาบัน หรือได้มาโดยทางอื่น ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน มาตรา 18 บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 6
อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว สถาบันต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้อุทิศหรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏ จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาสถาบัน
ส่วน หมวด 2 การดำเนินการ มาตรา 19 ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย (1) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (2) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 10 คน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบัน
(3) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดีและผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (4) กรรมการสภาสถาบัน จำนวน 3 คน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี จำนวน 1 คน จากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจำนวน 1 คน และจากผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจำนวน 1 คน
(5) กรรมการสภาสถาบัน จำนวน 2 คน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ มิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (3) และ (4) โดยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (2) (4) และ (5) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาสถาบัน
ทั้งนี้ ต้องสรรหากรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจากรายชื่อที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอ จำนวน 1 คน ให้สภาสถาบันเลือกกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง เป็นอุปนายกสภาสถาบัน และให้อุปนายกสภาสถาบันทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบัน
เมื่อนายกสภาสถาบันไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภาสถาบัน ให้สภาสถาบันเลือกกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบัน ให้สภาสถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่ง ซึ่งมิใช่กรรมการสภาสถาบันตาม (4) เป็นเลขานุการสภาสถาบัน และจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้


