
คนไทยชอบเห็นในหลวง แต่ไม่เคยหาคำตอบว่าทรงทำเพื่ออะไร
ดร.สุเมธ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยทรงกล่าวไว้ว่าหากจะทำอะไรให้เริ่มจากฝันก่อน
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ดร.สุเมธ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยทรงกล่าวไว้ว่าหากจะทำอะไรให้เริ่มจากฝันก่อน เพราะจะไม่มีขอบเขตจำกัดทุกเรื่องสามารถสร้างจินตนาการได้ โดยในหลวงทรงให้ความสำคัญกับการจัดการ ปกป้อง และสร้างทดแทนทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมธรรมชาติที่ท่านทรงได้ทำมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม
“สหประชาชาติ บอกว่า 30 ปีข้างหน้าจะมีประชากร 9,000 ล้านคน จะต้องใช้ทรัพยากรอีกจำนวนมาก ทุกคนล้วนใช้ทรัพยากรของโลก มนุษย์เป็นนักบริโภคพร้อมกับเป็นนักผลิตขยะ ยิ่งรวยก็ยิ่งบริโภคประเทศที่พัฒนาอย่างสูงส่งเมื่อเทียบกับประเทศไม่พัฒนาแล้วจะบริโภคมากกว่า 4 เท่า จะเห็นว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์พระองค์ไม่เคยทรงเปลี่ยนแนวไม่ว่าโลก หรือประเทศไทยจะเปลี่ยนอย่างไร กล่าวคือ พระองค์ทรงเน้นย้ำให้พยายามดูแลรักษาทรัพยากรของประเทศให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ อะไรที่ถูกทำลายไปในหลวงทรงพยายามค้นหาวิธีเอากลับคืนมาให้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ป่า เพราะมนุษย์ทำลายมากขึ้น แต่ในหลวงไม่เคยทรงเปลี่ยนแนวทางในการทำงานเลย
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า เหมือนที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งวันแรกที่ครองราชย์ ท่านรับสั่งอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ปัญหาคือคนไทยชอบเห็นในหลวง แต่ไม่เคยแสวงหาคำตอบว่าทรงทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่ออะไร ความรู้จึงไม่เกิดทั้งที่ท่านทรงสอนตลอด
“ผมโชคดีที่ได้เข้าไปถวายงานในหลวง แม้จะครึ่งหนึ่งของการครองราชย์ก็ตาม ที่ผ่านมาผมเคยกล่าวกับพระเจ้าอยู่หัวว่า ข้าพเจ้าทุกข์ใจมากเกรงว่าจะถวายงานไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เนื่องจากจบรัฐศาสตร์การทูต พระองค์ท่านตอบว่าไม่รู้เรื่องอะไรฉันจะสอนเอง ผมจึงเป็นนักเรียนที่ยาวนานที่สุด 35 ปี แต่ก็เรียนไม่จบเพราะท่านหยุดสอนก่อน เหลือแต่ที่ท่านได้ถ่ายทอดไว้ ท่านสอนทุกอย่างแม้แต่ความเป็นมนุษย์ที่ดี ไปจนถึงจิตวิญญาณ แม้ว่าจะขัดกับโลกวัตถุนิยมในขณะนี้ก็ตาม”
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า นักวิทยาศาสตร์บอกว่าในอนาคตไม่มีสงครามแย่งชิงน้ำมัน ในทศวรรษหน้าจะมีสงครามที่ยิ่งใหญ่กว่า คือ สงครามแย่งน้ำ ดังนั้นควรเปลี่ยนจากการมุ่งนวัตกรรมเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้เป็นประโยชน์สุขทางสังคม พระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็น ชีฟออฟสเตท ไม่มีเรื่องธุรกิจมาเกี่ยวข้อง นักธุรกิจหลายคนต้องการเอาอย่าง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแนวทางไปทำในทางธุรกิจได้ ทั้งนี้พระเจ้าอยู่หัวได้ใช้ธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดและใช้ธรรมชาติในการแก้ไขธรรมชาติ ซึ่งเป็นศิลปะที่สุดยอดมาก พระองค์ท่านไม่รู้เอาเวลาที่ไหนมา เช่น กังหันชัยพัฒนา หรือฝนหลวง ที่ใช้วิธีการง่ายๆ แบบธรรมชาติไม่เว้นแม้แต่ การปกป้องผิวดินด้วยหญ้าแฝก
“ในหลวงจะใช้ศาสตร์ทุกส่วนที่อยู่ในความพอเพียง ผูกวิชาความรู้ร้อยเป็นลูกโซ่ บางครั้งตัวผมเลยกลายเป็นนวัตกรจำเป็น เช่น วันหนึ่งที่เชียงใหม่ท่านรับสั่งว่ามีเกาะแห่งหนึ่งในแปซิฟิกใต้ ไม่มีน้ำจืด แต่มีหมอกเมฆ เขาสร้างน้ำจืดโดยใช้แผงดักหมอกทำน้ำประปา พระองค์ท่านก็ให้ผมทดลองทำ เมื่อเจอโจทย์นี้ก็ปวดหัวเหมือนกันแต่ก็ทดลองทำโดยไปซื้อมุ้งไนลอนกับไม้ไผ่มาทำเป็นกรอบแล้วซึ่งก็สามารถเก็บน้ำได้จริง จะเห็นได้ว่าท่านจะให้มีการทดลองตลอดเวลา ต่อมาไอเดียนี้สามารถนำไปใช้ในการปลูกป่าเพื่อรดน้ำต้นไม้ได้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เมื่อรู้จักใช้ตามกาลเทศะ”
ดร.สุเมธ กล่าวว่า อีกกรณีหนึ่งคือ โครงการแก้มลิง พระเจ้าอยู่หัวมีศิลปะในการสั่งสอนที่แนบเนียนมาก ท่านให้ผมไปนั่งดูแก้มลิงเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในกรณีเช่นนี้พระองค์จะไม่รับสั่งอะไรที่เป็นเรื่องเล่นๆ ผมก็ไปนั่งดูลิงจนเข้าใจว่าท่านต้องการให้เก็บน้ำไว้ในพื้นที่เหมือนลิงเก็บอาหารไว้ในแก้ม นี่คืออินโนเวชั่นหนึ่งของพระองค์ในการแก้ไขปัญหา อีกกรณีหนึ่งมีการจะสร้างเมืองถวายในหลวง 3,000 ไร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่ย่านคลอง 5-6 พระองค์ท่านบอกว่างานนี้จะทำให้เสื่อมพระเกียรติต่างหาก เพราะของเสียต่างๆ จะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ ในที่สุดโครงการนั้นก็ถวายที่ดินเปล่าให้ พระองค์ท่านก็ให้ผมไปขุดสระเพื่อสร้างเป็นแก้มลิง ทุกวันนี้ก็กลายเป็นแก้มลิงอเนกประสงค์ใช้ประโยชน์ได้สารพัด พระองค์ท่านก็สอนธรรมดาสามัญเช่นนี้







